Home        ทายาทหลวงสำเร็จกิจกรจางวาง เมืองปัตตานี        เชิญมาคุยกันฉันญาติมิตร        หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด วัดช้างให้        เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ศาลเจ้าเล่งจูเกียง        ประวัติศาสตร์และบุคคลสำคัญเมืองปัตตานี        อัลบั้มภาพถ่าย

 

ทายาทหลวงสำเร็จกิจกรจางวาง เมืองปัตตานี ๗ สาย
 หลวงสำเร็จกิจกรจางวาง
 สายนางเม่งจู โกวิทยา
 สายหลวงสุนทรสิทธิโลหะ
 สายคุณพระจีนคณานุรักษ์
 สายนายจูเส้ง คณานุรักษ์
 สายนางกี่จู กาญจนบุษย์
 สายนางจูกี่ แซ่เล่า
 สายหลวงวิชิตศุลกากร
ข่าวสารบ้านเมือง
  ข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์
  ข่าวกรมประชาสัมพันธ์
  มติชนกรุ๊ป
  คมชัดลึก - เนชั่นกรุ๊ป
  ผู้จัดการออนไลน์
  ไทยรัฐ
  เดลินิวส์
  ไทยโพสต์
  ฐานเศรษฐกิจ
 ModernNineTV
 Nation Channel
 Asia Satellite TV
เพลิดเพลินจำเริญใจ
 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
 พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ
 พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ มิวเซียมสยาม
 สวนสัตว์ของเรา
 ท่องเที่ยวทั่วไทย
 สถานีเพลงคาราบาวออนไลน์
 มูลนิธินาฏยศาลา หุ่นละครเล็ก (โจหลุยส์)
 มูลนิธิ จักรพันธุ์ โปษยกฤต
 มูลนิธิมหาอุปรากรกรุงเทพ (บางกอกโอเปร่า)
เว็บนี้มีประโยชน์
 เครือข่ายกาญจนาภิเษก
 สำนักราชเลขาธิการ
 NECTEC - เนคเทค
 สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
 รวมพลังหาร2 108 วิธีประหยัดพลังงาน
 ดิกชันนารีไทยอังกฤษ
 พจนานุกรมไทยออนไลน์
 พจนานุกรมพุทธศาสน์ ประมวลธรรม (พระธรรมปิฎก)
 หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
 ฐานข้อมูลหน่วยงานของรัฐ
 เส้นทางรถไฟฟ้า บีทีเอส
 เส้นทางเดินรถไฟฟ้าใต้ดิน
 รายงานสภาพจราจรผ่านอินเทอร์เน็ต
 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
 TQA รางวัลคุณภาพแห่งชาติ
เด็กคืออนาคตของชาติ
 ปลาวาฬบราวเซอร์ ท่องเน็ตปลอดภัย ห่วงใยเยาวชน
 TK Park อุทยานการเรียนรู้
 พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานคร
 อะไรเอ่ย นิทาน เด็ก ครอบครัว ทันโลก
 สคูลไทยแลนด์ ประสบการณ์การเรียนรู้ในรูปแบบใหม่
 ศูนย์การเรียนรู้คณิตศาสตร์ออนไลน์
 วิชาการ.คอม คลังความรู้ ปัญญาไทย เพื่อการศึกษาไทย
 นิทานออนไลน์ มูลนิธิเด็ก
 ห้องสมุดมารวย ตลาดหลักทรัพย์
ค้นหาอินเตอร์เน็ต
 แบล็คเกิ้ล ค้นหาประยัดพลังงาน
 กูเกิ้ลไทย
 ยาฮูเซิร์ช
 MSN Search
สังคมสื่อสาร
 FaceBook
 Twitter
 ไทยเมล์
 Gmail
 ฮ็อตเมล์
 ยาฮูเมล์
 สื่อสารทันใจด้วย ICQ
เว็บทายาทฯ ของเรา
 โรงแรม ซี.เอส. ปัตตานี
 โรงแรม ภูริมาศบีชแอนด์สปา
  ศรีพลเทค
  ปิงปองชวนท่องเที่ยว
  เจมส์ ภูวเดช คณานุรักษ์
  บล็อกหมอปานเทพ คณานุรักษ์
----------------------------
หากเว็บนี้ยังประโยชน์แก่ท่านบ้างทางหนึ่งทางใด
ข้าพเจ้าขออุทิศคุณความดีทั้งปวงนั้นแด่บรรพบุรุษ
บิดา มารดา ญาติพี่น้อง และ ครูบาอาจารย์ทุกท่าน
หากแม้มีความบกพร่องใดๆ โดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
ข้าพเจ้าขอน้อมรับผิดทุกประการแต่เพียงผู้เดียว
  รักศักดิ์ คณานุรักษ์ (ต้น)
 MBA, State University of New York at Buffalo
 Prince of Songkla University
 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
 ส่งข้อความถึงเว็บมาสเตอร์


เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ศาลเจ้าเล่งจูเกียง

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว โดย น.พ.ปานเทพ คณานุรักษ์




(ภาพ: เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว)


ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ปัตตานี หรือที่มีชื่อเป็นทางการว่า ศาลเจ้าเล่งจูเกียง เป็นศาลเจ้าเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองของปัตตานีมาตั้งแต่ครั้งโบร่ำโบราณ ได้มีผู้นำประวัติของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวไปเผยแพร่อย่างมากมาย แต่ข้าพเจ้าเห็นว่ายังมีบางแง่มุมที่ไม่เคยมีท่านผู้ใดกล่าวถึง โดยเฉพาะแง่มุมของประวัติศาสตร์ ข้าพเจ้าจึงมีความคิดที่จะเล่าเกร็ดความรู้ที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่มีความศรัทธาในเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ข้อมูลที่ใช้ประกอบในการเขียนบทความครั้งนี้ข้าพเจ้าได้จากเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่ได้ค้นคว้ารวบรวมมาตั้งแต่เด็กๆ ทั้งเอกสารทางราชการ ตำรา และบันทึกของญาติผู้ใหญ่ รวมไปถึงคำบอกเล่าของญาติผู้ใหญ่ ตลอดจนผู้เฒ่าผู้แก่ที่เป็นมิตรสหายกับญาติผู้ใหญ่ของตระกูลคณานุรักษ์ รวมถึงประสบการณ์ของข้าพเจ้าเอง

ก่อนอื่นคงต้องเล่าพื้นเพว่าเหตุใดจึงมีชาวจีนมาอาศัยอยู่ในเมืองตานี ซึ่งเป็นหัวเมืองมลายูที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ชาวจีนได้เข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองตานีตั้งแต่สมัยใดไม่มีหลักฐานแน่ชัด แต่เท่าที่ปรากฏในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชัดเจนจากบันทึกของพ่อค้าชาวฮอลันดา เมื่อปีพ.ศ. ๒๑๕๙ ซึ่งตรงกับสมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยของสมเด็จพระเอกาทศรถ ระบุว่ามีชาวจีนอาศัยอยู่ในเมืองตานีเป็นจำนวนมาก กล่าวได้ว่าแทบจะเดินชนกัน ในช่วงเวลานั้นเจ้าผู้ครองเมืองตานีเป็นช่วงต่อเนื่องระหว่างเจ้าหญิงฮียากับเจ้าหญิงบีรู ที่ตั้งเมืองตานียังอยู่บริเวณริมทะเลในตำบลตันหยงลูโล๊ะปัจจุบันนี้ นอกจากนี้ยังมีหลักฐานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งคือหลักจารึกหน้าฮวงซุ้ยโบราณที่ค้นพบที่ชายทะเลตำบลตันหยงลูโล๊ะ ที่ระบุว่าเป็นฮวงซุ้ยของสตรี ที่ถึงแก่กรรมในสมัยว่านลี่ แห่งราชวงศ์เหม็งซึ่งตรงกับ พ.ศ. ๒๑๑๖ – ๒๑๖๓ ย่อมชี้ให้เห็นว่าอย่างน้อยชาวจีนก็ได้เข้ามาอยู่ในเมืองตานีตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ตั้งแต่เมืองตานียังอยู่ที่ริมทะเลตำบลตันหยงลูโล๊ะ

ในสมัยเจ้าหญิงบีรูครองเมืองตานีนี่เองที่ได้มีการกล่าวถึงการหล่อปืนใหญ่ทองเหลือง ๓ กระบอกคือพญาตานี ศรีนครี และมหาลาลอ โดยช่างชาวจีนที่เข้ารีตเป็นมุสลิมชื่อลิ้มโต๊ะเคี่ยม ซึ่งมีหน้าที่เป็นผู้เก็บภาษีเข้าออกที่ท่าเรือปากอ่าวเมืองตานี เอกสารบางฉบับว่าลิ้มโต๊ะเคี่ยมเป็นเชื้อพระวงศ์ของจีนที่มีปัญหาทางการเมืองหลบหนีมา บางฉบับก็ว่าเป็นหัวหน้าโจรสลัดใหญ่ของทะเลจีนใต้ แต่ที่มีหลักฐานชัดเจนคือลิ้มโต๊ะเคี่ยมได้ภรรยาเป็นชาวปัตตานีและเข้ารีตเป็นมุสลิมตามภรรยา

ทางเมืองจีน มารดาของลิ้มโต๊ะเคี่ยมได้ทราบข่าวว่าลูกชายเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม และแต่งงานอยู่ที่เมืองตานีไม่ยอมกลับเมืองจีนก็มีความเสียใจเป็นอันมาก จึงได้ส่งธิดาคือ ลิ้มกอเหนี่ยว และน้องสาวเดินทางไปยังเมืองตานีเพื่อตามให้ลิ้มโต๊ะเคี่ยมกลับไปเมืองจีน เมื่อเดินทางมาถึงเมืองตานีพบว่าลิ้มโต๊ะเคี่ยมมีความสุขกับภรรยา ไม่ยอมกลับไปพบมารดาที่เมืองจีน จึงได้พำนักอยู่ที่เมืองตานีเพื่อจะเกลี้ยกล่อมให้ลิ้มโต๊ะเคี่ยมเห็นแก่มารดาที่เมืองจีน

ในขณะนั้นเจ้าเมืองตานีกำลังก่อสร้างมัสยิดเพื่อใช้ประกอบศาสนกิจ โดยมอบให้ลิ้มโต๊ะเคี่ยมเป็นนายช่างออกแบบและก่อสร้าง ลิ้มโต๊ะเคี่ยมได้อุทิศกายและใจให้กับงานที่ได้รับมอบหมาย ยิ่งทำให้ลิ้มกอเหนี่ยวเกิดความโกรธและน้อยใจในตัวพี่ชาย พยายามอ้อนวานพี่ชายให้เห็นแก่มารดาก็ไม่สำเร็จ จึงได้สาบแช่งไว้ว่า “แม้พี่ชายจะมีความสามารถในการก่อสร้างเพียงใดก็ตาม แต่ขอให้สร้างมัสยิดนี้ไม่สำเร็จ” และแอบไปผูกคอตายที่ต้นมะม่วงหิมพานต์ด้านข้างมัสยิดที่กำลังก่อสร้าง ลิ้มโต๊ะเคี่ยมเมื่อเห็นน้องสาวตายก็ได้ทำการฝังศพไว้ที่ใต้ต้นมะม่วงหิมพานต์นั้น แล้วทำการก่อสร้างมัสยิดต่อไปจนเกือบเสร็จอยู่ในขั้นก่อสร้างโดมหลังคา วันหนึ่งอย่างไม่คาดฝันเกิดฟ้าผ่าลงมายังโดมที่กำลังสร้างจนเสียหายหมดทั้งๆที่ไม่มีวี่แววพายุฝนแต่อย่างใด ลิ้มโต๊ะเคี่ยมจึงทำการก่อสร้างโดมหลังคาใหม่ แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นอีก คือเกิดฟ้าผ่าลงมายังยอดโดมอีกครั้ง ทำให้ลิ้มโต๊ะเคี่ยมนึกถึงคำสาบแช่งของลิ้มกอเหนี่ยวขึ้นได้ จึงเกิดความท้อใจเลิกล้มการก่อสร้างมัสยิดเพราะคิดว่าคำสาบแช่งของน้องสาวมีความศักดิ์สิทธิ์

ต่อมาชาวเมืองตานี เมื่อทราบข่าวว่าการก่อสร้างมัสยิดไม่สำเร็จ เพราะคำสาบแช่งของลิ้มกอเหนี่ยว ก็พากันมากราบไหว้บนบานศาลกล่าวขอความช่วยเหลือต่างๆนานา ซึ่งก็สัมฤทธิ์ผลตามที่ขอ ทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของลิ้มกอเหนี่ยวระบือไปทั่ว จนกล่าวขานเรียกกันว่า “เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว” หรือ “โต๊ะกงแม๊ะ” เป็นที่นับถือของชาวเมืองตานีตราบจนทุกวันนี้

หลังจากสมัยของเจ้าหญิงบีรู เมืองตานีมีเจ้าผู้ครองเมืองอีก ๒ ท่านคือ เจ้าหญิงอูงู และเจ้าหญิงกูนิง ก็เป็นอันสิ้นสุดวงศ์โกตามหลิฆัยในปีพ.ศ. ๒๒๓๐ หลังจากนั้นเมืองตานีมีเจ้าผู้ครองเปลี่ยนเรื่อยมา จนถึงสมัยราชวงศ์กลันตัน ตนกูปะสา หรือตนกูมูฮัมหมัด บือซาร์ ซึ่งปกครองเมืองตานีในปี พ.ศ. ๒๓๘๘ - ๒๓๙๙ เห็นว่าทำเลที่ตั้งเมืองตานีเดิมไม่เหมาะสม จึงย้ายเมืองตานีไปอยู่ที่ตำบลจะบังติกอในปัจจุบันนี้ ส่วนชาวจีนในเมืองตานีเดิม สันนิษฐานว่าตั้งหลักแหล่งอยู่ที่บริเวณตำบลอาเนาะรูในปัจจุบัน

จากหลักฐานจารึกภายในศาลเจ้าเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวระบุว่าตั้งขึ้นเมื่อปีบ้วนเละที่ ๒ แห่งราชวงศ์เหม็ง ตรงกับ พ.ศ. ๒๑๑๗ สมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งธรรมเนียมของชาวจีนเมื่อไปตั้งถิ่นฐานที่ใดก็จะจัดตั้งศาลเจ้าประจำท้องถิ่นของตนขึ้นเรียกว่าศาลเจ้าปุนเถ้ากง ซึ่งเดิมศาลเจ้าเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวก็เรียกกันว่าศาลปุนเถ้ากงเช่นกัน และเรียกบริเวณบ้านเรือนชาวจีนเหล่านี้ว่ากะดาจีนอ หรือตลาดจีน ซึ่งปัจจุบันคือหัวตลาดนั่นเอง นอกจากนี้ผู้ชำนาญการทางด้านสถาปัตยกรรมโบราณของกรมศิลปากร ซึ่งเคยมาเยี่ยมชมบ้านเรือนโบราณในถนนอาเนาะรู ได้ให้ข้อมูลว่าบรรดาบ้านจีนโบราณหลายหลังเช่นบ้านเลขที่ ๕ – ๙ ถนนอาเนารู และบ้านเลขที่ ๒๗ ถนนอาเนาะรู ซึ่งเป็นบ้านต้นตระกูลคณานุรักษ์ เป็นสถาปัตยกรรมจีนโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา

เมื่อถึงสมัยของตนกูสุไลมานซารีฟุดดิน ซึ่งนับเป็นเจ้าเมืองคนที่ ๔ แห่งราชวงศ์กลันตันนับตั้งแต่ย้ายเมืองมายังที่ใหม่ ซึ่งปกครองเมืองตานีตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๓ – ๒๔๔๒ ได้มีการสร้างวังเจ้าเมืองขึ้นใหม่ที่ตำบลจะบังติกอ และสร้างมัสยิดขนาดใหญ่ขึ้นใกล้ๆวังเจ้าเมือง การก่อสร้างวังเจ้าเมืองในครั้งนั้นได้รับความร่วมมือจากคุณพระจีนคณานุรักษ์ (จูล้าย คณานุรักษ์) ซึ่งเป็นผู้นำชาวจีนในเมืองตานีในขณะนั้น จัดหาช่างและวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างเป็นจำนวนมากไปช่วย ซึ่งยังคงเห็นร่องรอยของสถาปัตยกรรมแบบจีนอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็นประตูกำแพงลายเมฆ หรือกระเบื้องเขียวช่องลมลายจีนเป็นต้น แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่นของชาวจีนกับชาวเมืองตานีในสมัยนั้น

ความสัมพันธ์ระหว่างตนกูสุไลมานฯ และคุณพระจีนคณานุรักษ์ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเมืองตานีอีกเรื่องก็คือ ในอดีตแม่น้ำตานีซึ่งมีต้นน้ำมาจากเขตเมืองยะลา มีความคดเคี้ยวมากเมื่อมาถึงบริเวณบ้านปรีกี อำเภอยะรังในปัจจุบันจะวกเข้าไปในเขตปกครองของเมืองหนองจิก แล้ววกกลับเข้าเมืองตานี พระจีนคณานุรักษ์เมื่อครั้งยังเป็นที่หลวงจีนคณานุรักษ์ได้ทำบันทึกขึ้นกราบบังคมทูลไปยังกรุงเทพฯ เพื่อร้องเรียนกรณีที่ขนแร่ดีบุกจากเหมืองในตำบลถ้ำทะลุ เมืองยะลามายังเมืองตานี ต้องผ่านด่านภาษีของเมืองยะลา เมืองหนองจิก และเมืองตานีถึง ๓ เมืองด้วยกัน ทั้งๆ ที่เมืองหนองจิกเป็นแค่ทางผ่านที่ลำน้ำตานีคดเคี้ยววกเข้าไปเท่านั้น ต่อมาตนกูสุไลมานฯจึงได้เกณฑ์ผู้คนขุดปรับแม่น้ำตานีจากบ้านปรีกีไปยังบ้านอาเนาะบูลูดเป็นระยะทางประมาณ ๗ กิโลเมตร ทำให้แม่น้ำตานีไหลตรงไม่คดเคี้ยวเข้าเขตเมืองหนองจิกจนกระทั่งปัจจุบันนี้

ในบริเวณกะดาจีนอหรือตลาดจีน ยังมีสถานที่สำคัญอีกแห่ง คือวังอุปราชเมืองตานี พระยาพิทักษ์ธรรมสุนทร(ตนกูเดร์) ซึ่งตั้งอยู่ในย่านกะดาจีนอหรือถิ่นของชาวจีน พระยาพิทักษ์ธรรมสุนทรนี้เมื่อครั้งที่พระยาวิชิตภักดี (ตนกูอับดุลกาเดร์ กามารุดดิน) เจ้าเมืองตานีสมัยนั้นถูกจับข้อหากบฏและถูกนำไปคุมขังที่เมืองพิษณุโลก ท่านได้รักษาการในตำแหน่งเจ้าเมืองตานี ต่อมาเมื่อท่านถึงแก่กรรมทายาทได้ขายวังให้หลวงวิชิตศุลกากร (จูอิ้น คณานุรักษ์) น้องชายคนสุดท้องของคุณพระจีนคณานุรักษ์ ซึ่งท่านได้เรี่ยรายเงินจากชาวจีนจัดตั้งเป็นโรงเรียนสอนภาษาจีนขึ้น ปัจจุบันคือบริเวณโรงเรียนจ้องฮั้ว เพราะในสมัยก่อนนั้นบุตรหลานชาวจีนจะทำการเรียนหนังสือจีนกับซินแสที่ศาลเจ้าเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ซึ่งมีสถานที่คับแคบ

ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ตั้งอยู่บนถนนอาเนาะรู เป็นศาลเจ้าเก่าแก่ นายเคี่ยม สังสิทธิเสถียร ได้เคยแปลจารึกการสร้างศาลเจ้าแม่ฯ ว่า สร้างในสมัยราชวงศ์เหม็ง ศักราชบ้วนเละปีที่ ๒ ตรงกับ พ.ศ. ๒๑๑๗ สมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาแห่งกรุงศรีอยุธยา เดิมทีเรียกว่า ศาลปุนเถ้ากง โดยทั่วไป ศาลปุนเถ้ากงหมายถึงศาลเจ้าประจำชุมชนหรือตลาดของชาวจีน ศาลปุนเถ้ากงไม่ได้มีเทพเจ้าเฉพาะเจาะจง ดังนั้นจะพบว่าศาลปุนเถ้ากงแต่ละแห่ง มีเทพเจ้าประจำศาลเจ้าต่างกัน ไม่มีหลักฐานว่าศาลปุนเถ้ากงที่ปัตตานีในสมัยนั้นมีเทพเจ้าองค์ใดประจำศาลเจ้ามาก่อน จนกระทั่งเมื่อ คุณพระจีนคณานุรักษ์ ได้อัญเชิญพระหมอ หรือโจ๊วซูกง มาเป็นเทพประจำศาลเจ้า ก็เลยเรียกว่า ศาลเจ้าซูก๋ง หรือศาลโจ๊วซูกง และมาเรียกว่าศาลเจ้าเล่งจูเกียง หรือศาลเจ้าแม่ลิ่มกอเหนี่ยว ในภายหลังจนกระทั่งทุกวันนี้ จากบันทึกของนายอนันต์ คณานุรักษ์เล่าว่า บรรพบุรุษของตระกูลคณานุรักษ์ คือหลวงสำเร็จกิจกรจางวาง (เตียงซิ่น หรือปุ่ย แซ่ตัน) ได้ริเริ่มทำการบูรณะศาลเจ้าแม่ฯ เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๐๗ 

มูลเหตุที่ได้มีการอัญเชิญพระหมอหรือโจ๊วซูกง มาประดิษฐานในศาลเจ้าเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว เนื่องจากมีชาวบ้านไปพบขอนไม้สีดำลอยมาติดอยู่ที่คลองอาเนาะซูงา บริเวณสะพานบั่นเฉ้ง ถนนปัตตานีภิรมย์ในปัจจุบัน จึงใช้มีดขอสับขึ้นมาเพื่อนำไปเป็นไม้ฟืน ปรากฏว่ามีน้ำสีแดงคล้ายเลือดไหลมาจากท่อนไม้นั้น องค์โจ๊วซูกงได้ประทับทรงชาวบ้านผู้นั้น แล้วอุ้มท่อนไม้นั้นขึ้นมาจากคลอง คุณพระจีนคณานุรักษ์จึงรีบมาดูพบว่าท่อนไม้นั้นอันที่จริงแล้วเป็นไม้แกะสลักเป็นองค์พระขนาดใหญ่ จึงได้อัญเชิญไปประดิษฐาน ณ ศาลเจ้าปุนเถ้ากง ที่กะดาจีนอ เป็นองค์ประธานของศาลเจ้า ชาวบ้านจึงเรียกศาลเจ้าปุนเถ้ากงว่า “ศาลโจ๊วซูกง” เป็นที่เคารพสักการะของชาวจีนในเมืองตานี

ต่อมาคุณพระจีนคณานุรักษ์ ซึ่งเป็นกัปตันจีน หรือนายอำเภอจีนในสมัยนั้นได้ป่วยเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งรักษาอย่างไรก็ไม่หาย จึงได้ไปไหว้พระโจ๊วซูกง หรือพระหมอซึ่งเป็นพระประธานในศาลเจ้าปุนเถ้ากง ศาลเจ้าประจำท้องถิ่นตลาดจีนเมืองตานี พระโจ๊วซูกงได้ประทับร่างทรงแล้วสั่งให้หลวงจีนคณานุรักษ์ไปทำการกราบไหว้ขอเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวที่ตำบลกรือเซะให้ช่วยรักษา ร่างทรงของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวได้ขอให้หลวงจีนคณานุรักษ์อัญเชิญวิญญาณของท่านไปประทับที่ศาลเจ้าปุนเถ้ากง หลังจากที่หายจากโรคหลวงจีนคณานุรักษ์ได้ลืมคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ ปรากฏว่าท่านกลับมาเป็นโรคเดิมอีก ท่านจึงนึกขึ้นได้ รีบไปกราบไหว้เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว แล้วให้ช่างทำการแกะสลักไม้มะม่วงหิมพานต์ที่เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวผูกคอตายเป็นรูปเจ้าแม่ฯ แล้วอัญเชิญไปประทับที่ศาลเจ้าปุนเถ้ากง และเปลี่ยนชื่อเป็น“ศาลเจ้าเล่งจูเกียง” มาจนปัจจุบันนี้

อาคารศาลเจ้าแม่ลิ่มกอเหนี่ยวเป็นศาลเจ้าชั้นเดียวแบบจีน แบ่งเป็นโถงกลาง ปีกขวา และปีกซ้าย โถงกลางแบ่งเป็นด้านนอกและด้านใน โถงกลางด้านนอกเป็นสถานที่ตั้งโต๊ะจำหน่าย ธูปเทียนและกระดาษทอง และ มีโต๊ะรับเงินทำบุญ และให้ยืมเงินขวัญถุง มีความเชื่อกันว่าถ้ายืมเงิน เจ้าแม่ฯเป็นเงินขวัญถุง จะทำให้ค้าขายเจริญรุ่งเรืองการยืมเงินผู้ยืมต้องลงชื่อ และจ่ายเงินคืนเป็น จำนวน ๒ เท่าของเงินที่ยืม

โถงกลางชั้นในจะมีแท่นบูชา ๓ แท่น แท่นกลางมีไม้แกะสลักเป็นองค์เทพ ๓ องค์ องค์กลางคือ พระหมอ หรือโจ๊วซูกง เป็นเทพประธานของศาลเจ้าแม่ฯ องค์ซ้ายมือเป็นโจ๊วซูกง เช่นกันแต่องค์เล็ก เรียกว่า น้องพระหมอ องค์ขวามือเป็นเจ้าแม่ทับทิม หรือหม่าโจ๊วโป่ ซึ่งมีหลายท่านเข้าใจผิดคิดว่าเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวและเจ้าแม่ทับทิมเป็นองค์เดียวกัน

แท่นบูชาทางด้านซ้ายมีองค์เทพ ๒ องค์ องค์ซ้ายมือ คือเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว องค์ขวามือ คือน้องเจ้าแม่ฯ สำหรับแท่นบูชาทางด้านขวาเป็นที่ประดิษฐานขององค์เจ้าที่หรือแป๊ะกงอยู่ทางด้านซ้าย ส่วนทางขวาเป็นเจ้าพ่อเสือ หรือเฮี้ยงเทียนเซี่ยงตี่ หรือตั่วเล่าเอี๊ย ซึ่งเป็นเทพประจำสำนักบู๊ตึ๊ง นอกจากนี้เหนือประตูทางเข้าโถงกลางจะมีหิ้งบูชาเทวดา

โถงทางขวาเมื่อออกจากโถงกลางจะเห็นรูปปูนปั้นติดฝาผนัง คือเทพซาเจียงกุน ถัดไปทางซ้ายมีแท่นบูชาประดิษฐานเจ้าแม่กวนอิม

โถงทางซ้าย เป็นแท่นบูชาประดิษฐาน องค์พระกุนเต้กุนหรือเทพเจ้ากวนอู ซึ่งมีหลายองค์ เรียกชื่อแต่ละองค์ตามลักษณะ ได้แก่องค์ถือหนวด องค์ไม่ถือหนวด หรือเรียกตามผู้ครอบครององค์พระเดิม ได้แก่องค์หลวงประสิทธิ์ ซึ่งเดิมเป็นองค์พระที่อยู่ประจำบ้านของหลวงประสิทธิ์บุรีรมย์(ก่างเซ่งหิ้น กิติสาธร) กรมการเมืองตานี อดีตผู้จัดการศาลเจ้าแม่ฯ คนที่ ๒ ที่ถนนปัตตานีภิรมย์ ต่อมาได้อัญเชิญมาไว้ที่ศาลเจ้าแม่ฯ

ลานด้านหน้าตรงข้ามศาลเจ้าแม่ฯจะมีแท่นบูชาเทวดา และสถูปสำหรับเผากระดาษเงิน กระดาษทอง เดิมทีลานนี้เป็นดิน เพิ่งจะมาลาดคอนกรีตเมื่อไม่นานมานี้

นอกจากนี้ยังมีองค์พระกุนเต้กุน และองค์พระเซ่งเต้เอี่ย (เรียกเพี้ยนมาจากเฮี้ยงเทียนเซี่ยงตี่) ซึ่งเป็นพระประจำตัวของ คุณพระจีนคณานุรักษ์ ประดิษฐานอยู่ ณ บ้านเลขที่ ๓/๑ ถนนอาเนาะรู ของนายสุวิทย์ คณานุรักษ์ ทั้ง ๒ องค์นี้จะเข้าต้องร่วมในพิธีแห่เจ้าแม่ฯ เป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ครั้งอดีต ต่อมาเนื่องจากมีชายหนุ่มที่ต้องการเข้าร่วมในพิธีเชิญองค์เทพต่างๆ มากขึ้น จึงได้อัญเชิญองค์พระกุนเต้กุน องค์พระใช้เซ่งเอี่ย หรือเทพเจ้าแห่งโชคลาภ และเจ้าแม่กวนอิม ซึ่งประดิษฐาน ณ บ้านเลขที่ ๒๗ ถนนอาเนาะรู ซึ่งเป็นบ้านต้นตระกูลคณานุรักษ์ที่เรียกกันว่า บ้านกงสี และองค์เจ้าที่ ซึ่งประดิษฐาน ณ บ้านเลขที่ ๓ ถนนอาเนาะรู ของนายวิชญะ คณานุรักษ์ ซึ่งเป็นบ้านเดิมของนางเม่งจู โกวิทยา พี่สาวคุณพระจีนฯ เข้าร่วมในพิธีแห่เจ้าแม่ฯ ด้วย

สำหรับพิธีแห่พระสมโภชเจ้าแม่ลิ่มกอเหนี่ยวในทุกปีนั้นจะมีลำดับพิธีการดังนี้

๑. วันสิ้นปีตามปฏิทินจีน ตอนเที่ยงคืนจะมีการเปิดศาลเจ้าแม่ฯ รวมทั้งบ้านกงสี และบ้านเลขที่ 3 ถนนอาเนาะรู เพื่อให้ประชาชนได้มาทำการสักการะ และมีการเชิดสิงโตถวาย พร้อมกับอัญเชิญองค์เจ้าที่จากบ้านเลขที่ ๓ ถนนอาเนาะรู ไปให้ประชาชนบูชา ณ ศาลเจ้าแม่ฯ

๒. วันที่ ๑๒ เดือน ๑ จีน ตอนเช้าจะมีการแห่อัญเชิญน้องพระหมอ และน้องเจ้าแม่ฯ ไปยังบ้านเลขที่ ๓/๑ ถนนอาเนาะรู และอัญเชิญองค์เจ้าที่กลับไปบ้านเลขที่ ๓ ถนนอาเนาะรู พร้อมกับอัญเชิญเจ้าแม่กวนอิมจากบ้านกงสีไปยังศาลเจ้าแม่ฯ

๓. วันที่ ๑๓ เดือน ๑ จีน ตอนเที่ยงคืนจะมีพิธีกรรมเตรียมวัตถุมงคลที่จะใช้ในงานแห่พระฯ ได้แก่

  • ยันต์ หรือ ฮู้ เป็นกระดาษแถบขนาดกว้างประมาณ ๒ นิ้ว ยาวประมาณ ๖ นิ้ว ใน ๑ ชุด จะมียันต์พระหมอ ๑ แผ่น มีสีเหลือง ส่วนอีก ๒ แผ่นมีสีแดงเป็นยันต์เจ้าแม่ลิ่มกอเหนี่ยว และ เจ้าแม่ทับทิม ยันต์นี้จะพิมพ์สำเร็จรูปมาแล้ว ในพิธีจะนำฮู้เหล่านี้มาประทับตราศักดิ์สิทธิ์ของศาลเจ้าแม่ฯ
  • น้ำมนต์ เอาไว้สำหรับรดตัวผู้ที่จะเข้าลุยไฟ เตรียมโดยสูบน้ำจากบ่อน้ำภายในศาลเจ้าแม่ฯ ใส่โอ่งขนาดใหญ่ไว้ แล้วนำขี้เถ้าธูปจากกระถางธูปหน้าแท่นบูชาทั้ง ๕ แท่น มาโรยในโอ่งน้ำ ปิดผนึกฝาโอ่งด้วยฮู้ที่เตรียมไว้ตั้งไว้หน้าศาลเจ้าแม่ฯ
  • ถ่านสำหรับลุยไฟ ถ่านที่ใช้เป็นถ่านไม้เนื้ออ่อน ก้อนเล็กๆ ขนาดประมาณ ๒ นิ้ว ในการก่อกองไฟแต่ละปีจะใช้ถ่านประมาณ ๒๐ - ๒๕ กระสอบ โดยจะต้องนำถ่านทั้งหมดนี้มาล้าง และคัดเศษขยะออก แล้วตากให้แห้งเก็บไว้ นำถ่านมาจำนวนหนึ่งเตรียมเป็นเชื้อสำหรับจุดไฟ โดยนำมาประทับตราศักดิ์สิทธิ์และพรมน้ำมนต์
  • ใบมะพร้าว เอาไว้สำหรับใส่ในกองไฟเพื่อให้เกิดเปลวไฟสวยงาม จัดเตรียมโดยนำใบมะพร้าว มาล้างน้ำให้สะอาด แล้วตากให้แห้ง นำใบมะพร้าวมาส่วนหนึ่งประทับตราและพรมน้ำมนต์
  • เกลือ และข้าวสาร เอาไว้สำหรับซัดเข้าในกองไฟ และโปรยเวลาปักหลัก เป็นการปัดรังควาน นำเกลือ และ ข้าวสารมาพรมน้ำมนต์
  • ผ้าแดงผูกองค์พระ เป็นผ้าแดงพับทบกว้างประมาณ ๖ นิ้ว ยาวประมาณ ๒.๕ เมตร เอาไว้สำหรับมัดองค์พระกับเกี้ยว เตรียมไว้ ๑๙ ผืนเท่าจำนวนองค์พระที่จะเข้าพิธี นำผ้าแดงมาประทับตราศักดิ์สิทธิ์
  • ผ้าแดงผูกข้อมือ เอาไว้สำหรับผูกข้อมือผู้ที่เข้าพิธีแห่พระ เตรียมโดยนำฮู้มาโรยด้วยขี้เถ้าธูป พับให้เป็นก้อน แล้วห่อด้วยผ้าแดงยาวประมาณ ๑๕ นิ้ว ซึ่งในแต่ละปีจะเตรียมไว้ประมาณ ๑,๐๐๐ ชุด
  • หลักไม้ เป็นไม้ไผ่ขนาดกว้างประมาณ ๒ นิ้ว ยาวประมาณ ๘ นิ้ว หุ้มด้วยฮู้ เอาไว้ให้พระหมอ ปักหลักบอกเขต

๔. วันที่ ๑๔ เดือน ๑ จีน ประมาณ ๕ ทุ่มจะทำการเชิญเกี้ยวขององค์พระนอกศาลเจ้าแม่ฯ ออกจากศาลเจ้าแม่ฯ ไปยังแต่ละบ้าน และเวลาเที่ยงคืนจะทำการปิดประตูศาลเจ้าแม่ฯ เพื่อเริ่มพิธีกรรมทอดเบี้ยเสี่ยงทาย โดยผู้จัดการศาลเจ้าแม่ฯ จะเป็นผู้ทอดเบี้ยเสี่ยงทาย วิธีการทอดเบี้ยคือถือลูกเบี้ยวนเหนือกระถางธูปใหญ่หน้าองค์พระหมอ ๓ รอบ แล้วโยนขึ้นเหนือศีรษะ จนกว่าจะได้ลูกเบี้ยคว่ำ ๑ อัน หงาย ๑ อัน การเสี่ยงทายจะเสี่ยงทายดังนี้

  • ถามเวลาที่จะนำเกี้ยวเข้าศาลเจ้าฯ
  • ถามเวลาที่จะเชิญองค์พระประทับบนเกี้ยว
  • ถามลำดับองค์พระที่จะประทับบนเกี้ยว
  • ถามเวลาเปิดประตูศาลเจ้าฯอัญเชิญองค์พระออกแห่
  • ถามเวลาที่จะก่อกองไฟ

๕. วันที่ ๑๕ เดือน ๑ จีน หลังจากการทอดเบี้ยแล้ว เมื่อถึงเวลาผู้ที่จะทำหน้าที่หามเกี้ยวก็จะนำเกี้ยวเข้าในศาลเจ้าฯเมื่อได้เวลาเชิญองค์พระประทับบนเกี้ยว ผู้ทำพิธีจะอุ้มองค์พระลงจากแท่นไปประทับบนเกี้ยว โดยจะมีคนใช้กระดาษทองกอจี๊จุดไฟโบกปัดนำหน้าเป็นการปัดรังควานนำทางตลอด แล้วใช้ผ้าแดงที่เตรียมไว้มัดองค์พระให้ยึดติดกับเกี้ยวอย่างแน่นหนา ผู้ที่ทำหน้าที่มัดองค์พระจะต้องมีประสบการณ์ เพราะถ้ามัดไม่แน่นเวลาหามเกี้ยวมีการโยกจะทำให้องค์พระสั่นคลอน องค์พระซึ่งเป็นไม้แกะสลักจะแตกหักได้

จากนั้นเมื่อถึงเวลาอัญเชิญองค์พระออกจากศาลเจ้า ประธานก็จะเปิดประตูศาลเจ้าฯ ผู้ที่หามเกี้ยวก็จะออกไป ในขบวนแห่พระนี้ เกี้ยวขององค์พระหมอจะมีผู้อัญเชิญฟันปลาฉนากศักดิ์สิทธิ์ และหีบบรรจุหลักไม้กับเกลือและข้าวสารเดินตามตลอด ส่วนเกี้ยวขององค์เจ้าแม่ฯ ก็จะมีขบวนงิ้วและมโนราห์เดินตามตลอดเช่นกัน ในระหว่างที่ภายในศาลเจ้าแม่ฯ ทำพิธีอยู่ ที่บ้านกงสี และบ้านเลขที่ ๓ และ ๓/๑ ถนนอาเนาะรู ก็จะมีการทำพิธีอัญเชิญองค์พระลงเกี้ยวเช่นเดียวกัน

เมื่ออัญเชิญองค์พระออกจากศาลเจ้าฯ หมดแล้ว ขบวนเกี้ยวองค์พระต่างๆ ก็จะแห่อยู่บริเวณด้านหน้าศาลเจ้าฯ ผู้ที่หามเกี้ยวพระหมอจะทำการปักหลัก วิธีปักหลักก็โดยให้ผู้ที่หามเกี้ยวทางด้านหน้าทั้ง ๒ คนทรุดตัวลง นอนคว่ำหน้าราบไปกับพื้น ให้ปลายคันหามทิ่มพื้น เจ้าหน้าที่จะตอกหลักไม้ ณ ตำแหน่งนั้น แล้วโปรยเกลือและข้าวสาร องค์พระหมอจะปักหลักที่ด้านหลังโรงมโนราห์ทั้งด้านขวาและซ้าย แล้วไปปักหลักที่หัวถนนอาเนาะรูด้านทิศตะวันออกทั้ง ๒ ฟาก จากนั้นจะไปปักหลักก่อกองไฟที่กลางลานหน้าศาลเจ้าฯ ผู้ทำพิธีจะจุดธูปเทียนบูชาตำแหน่งที่ปักหลักกองไฟ เตรียมทำพิธีก่อไฟตามฤกษ์ต่อไป จากนั้นพระหมอจะไปปักหลักในสวนหลังบ้านเลขที่ ๒๙ อาเนาะรู ซึ่งเป็นบ้านเพียงหลังเดียวในอดีตที่องค์พระหมอเข้าไปปักหลัก เนื่องจากเป็นบ้านเดิมของ คุณพระจีนคณานุรักษ์ หลังจากนั้นจะไปปักหลักที่หัวถนนอาเนาะรูด้านทิศตะวันตกตรงริมแม่น้ำปัตตานี ขบวนจะแห่ไปตามถนนปัตตานีภิรมย์ ปักหลักที่เชิงสะพานบั่นเฉ้ง ซึ่งเป็นสถานที่องค์พระหมอลอยน้ำมาติดอยู่ในอดีต จากนั้นขบวนแห่พระจะไปทำพิธีลุยน้ำที่สะพานเดชานุชิต เมื่อเสร็จพิธีลุยน้ำแล้วขบวนจะมุ่งหน้าไปตำบลจะบังติกอ แล้วปักหลักที่บริเวณท่าน้ำเก่าจะบังติกอ ใกล้วังเก่าเจ้าเมืองปัตตานี องค์พระหมอจะไปปักหลัก อีกครั้งที่โค้งถนนยะรัง ตำบลตะลุโบะ แล้วกลับเข้าไปในเขตตลาด ก่อนกลับไปทำพิธีลุยไฟ

จากเรื่องราวที่กล่าวมาข้างต้นคงจะทำให้หายกังขาว่าเหตุใดการแห่สมโภชเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว จึงแห่ไปยังย่านตำบลจะบังติกอ ซึ่งเป็นถิ่นฐานของชาวไทยอิสลาม ทั้งนี้เนื่องจากการอัญเชิญเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวและองค์เทพเจ้าทั้งหลายออกแห่สมโภช ก็เพื่อให้เกิดความเป็นศิริมงคลต่อชาวจีนในเมืองตานี เส้นทางการแห่สมโภชจึงไปตามเส้นทางเศรษฐกิจของเมืองตานีในสมัยก่อน คือจากศาลเจ้าเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวเลียบไปตามริมแม่น้ำตานี จนกระทั่งถึงท่ากือเรกูดอซึ่งเป็นท่าภาษีเมืองตานี ปัจจุบันคือบริเวณริมน้ำใกล้บ้านคุณมุข สุไลมาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปัตตานี แล้วแห่ผ่านไปทางวังจะบังติกอ กลับเข้าสู่ย่านกะดาจีนอ

สำหรับพิธีลุยน้ำนั้นมีผู้เข้าใจผิดคิดว่าองค์พระแสดงปาฏิหารย์ลอยน้ำได้ อันที่จริงผู้ที่จะหามเกี้ยวลงลุยน้ำนั้นจะต้องว่ายน้ำเป็น มิฉะนั้นจะจมเพราะเกี้ยวองค์พระแต่ละองค์จะหนักมาก พิธีลุยน้ำมิได้มีเพื่อแสดงอภินิหาร แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการปัดรังควาน ทำให้เกิดศิริมงคลต่อแม่น้ำปัตตานี ซึ่งเปรียบเสมือนหลอดเลือดใหญ่ของเมืองปัตตานี เพราะเป็นเส้นทางลำเลียงสินค้า มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจของเมืองปัตตานีในสมัยอดีตเป็นอันมากดังได้กล่าวมาแล้ว

สำหรับพิธีลุยไฟ ซึ่งเป็นพิธีที่สำคัญที่สุด เป็นการลุยไฟเพื่อทำลายอาถรรพ์สิ่งชั่วร้ายทั้งหลาย และเป็นการสะเดาะห์เคราะห์ให้ผู้หามเกี้ยวลุยไฟ และเป็นศิริมงคลแก่เมืองตานี หลังจากองค์พระหมอทำการปักหลักเขตกองไฟแล้ว เมื่อถึงฤกษ์ก่อกองไฟ ผู้ทำพิธีจะทำการจุดเชื้อไฟจากภายในศาลเจ้าฯ แล้วมาก่อกองไฟตรง ตำแหน่งหลักไฟ โดยกองไฟจะมีขนาดกว้างยาวประมาณ ๓ เมตร และสูงประมาณครึ่งเมตร ครั้นได้ฤกษ์ลุยไฟขบวนองค์พระทั้งหมดจะเดินเวียนรอบกองไฟทวนเข็มนาฬิกา ๓ รอบ แล้วออกไปรดน้ำมนต์ที่หน้าประตูศาลเจ้าฯ แล้วจึงลุยไฟ

ขบวนลุยไฟจะเริ่มจากผู้อัญเชิญฟันปลาฉนากศักดิ์สิทธิ์ ติดตามด้วยผู้อัญเชิญหีบบรรจุหลักไม้ศักดิ์สิทธิ์ แล้วจึงเป็นขบวนองค์พระ ซึ่งมักจะเริ่มด้วยองค์พระหมอ สำหรับองค์เจ้าแม่ฯ นั้นจะมีงิ้วและมโนราห์เดินเกาะเกี้ยวเข้าลุยไฟด้วย ต่อจากขบวนองค์พระก็จะเป็นขบวนสิงโต จากนั้นขบวนทั้งหมดก็ลุยไฟกลับตามลำดับอีกนับเป็น ๑ รอบ ในระหว่างลุยไฟจะมีการเกลี่ยถ่านในกองไฟให้เรียบอยู่ในระดับตลอดเวลา และจะใส่ใบมะพร้าวเพื่อให้มีเปลวไฟสวยงาม เจ้าหน้าที่จะซัดเกลือและข้าวสารเข้าไปในกองไฟเป็นระยะๆ เพื่อเป็นการปัดรังควาน ปกติแล้วการลุยไฟจะลุยกันประมาณ ๕ รอบ ก็เป็นอันเสร็จสิ้นพิธี ผู้ที่หามเกี้ยวเป็นชุดสุดท้ายก็จะอัญเชิญองค์พระกลับเข้าภายในศาลเจ้าฯ จากนั้นก็จะทำการอัญเชิญองค์พระขึ้นจากเกี้ยวกลับไปประดิษฐานยังแท่นบูชา ซึ่งพิธีการก็เหมือนกับการอัญเชิญองค์พระประทับบนเกี้ยว ในอดีตนอกจากการลุยน้ำลุยไฟ แล้วยังมีการประทับทรงไต่บันไดดาบ แต่เลิกพิธีไต่บันไดดาบไปตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ คงเหลือแต่พิธีลุยน้ำลุยไฟ

ส่วนการลุยไฟนั้นก็มีผู้สงสัยกันมากว่าร้อนหรือไม่ ข้าพเจ้าขอเล่าประสบการณ์ที่ได้ลุยไฟมาทั้งหมด ๒๐ กว่าครั้งว่า เมื่อเหยียบไปบนกองไฟนั้นจะรู้สึกเหมือนเดินเท้าเปล่าบนพื้นทรายกลางแดดตอนเที่ยง คือจะร้อนพอทนได้ ถึงแม้จะเดินช้าๆ ก็ไม่พอง แต่มีบางปีที่พอเหยียบลงไป จะรู้สึกร้อนวูบขึ้นมา เท้าจะพอง ที่น่าประหลาดก็คือ ผู้ที่หามเกี้ยวเข้าลุยไฟพร้อมกัน ๔ คน บางคนก็พอง บางคนก็ไม่พอง และประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๕ หรือ ๒๕๑๖ ได้มีผู้เดินลุยไฟเข้าไปคนเดียว และนั่งคุกเข่าลงกราบในกองไฟ ปรากฏว่าไม่ได้รับอันตรายจากกองไฟเลย ข้าพเจ้าเองซึ่งเป็นแพทย์ก็ยังไม่สามารถหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายในเรื่องนี้ ก็ต้องยกให้เป็นความศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระต่างๆ ที่เรานับถือติดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน

คุณปู่อนันต์ คณานุรักษ์ ได้เล่าให้ลูกหลานฟังว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ร่างทรงประจำศาลเจ้าฯ ซึ่งเป็นคนจีนอยู่ที่อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา บอกว่าเวลาทำพิธีเข้าทรงในงานแห่พระฯ เหนื่อยมาก ร่างกายทนไม่ไหวขอหยุดไม่มาทำพิธีให้ แต่ปรากฏว่าเมื่อใกล้ถึงวันงาน ร่างทรงคนนี้ทั้งวิ่ง ทั้งเดิน ทั้งนั่งรถจากอำเภอบันนังสตา ไปที่ศาลเจ้าฯ โดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย ใช้เวลาเดินทางเพียง ๑ วัน ทั้งๆ ที่ในตอนนั้นการเดินทางจากบันนังสตาไปยะลา และจากยะลาไปปัตตานี ถ้าไปโดยรถโดยสารจะต้องใช้เวลา ๒ วัน เป็นที่น่าประหลาดมาก

ข้าพเจ้าหวังว่าบทความของข้าพเจ้าคงจะทำให้ผู้อ่านได้รับทราบเรื่องราวของศาลเจ้าแม่ฯ ในอีกแง่มุม พอสมควร




จากซ้ายไปขวา: น้องพระหมอ, พระหมอ (พระเซ๋าซูกง), เจ้าแม่ทับทิม




ศาลเจ้าเล่งจูเกียง (ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว)




ซ้ายมือของภาพ: นายแพทย์ปานเทพ คณานุรักษ์ และบุตรชายคนโต นายปราชญ์ คณานุรักษ์
กำลังหามพระเพื่อเข้าพิธีลุยไฟ ในงานแห่เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว




By: นายแพทย์ ปานเทพ คณานุรักษ์ ( ดูประวัติผู้เขียนได้ที่ http://www.geocities.com/lengjukiang/cv.html )

<<Back    Go to เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ศาลเจ้าเล่งจูเกียง


views[21860]    

All contents
ตำนานเจ้าแม่หลิมกอเหนี่ยว
ประวัติเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ฉบับตระกูลคณานุรักษ์
เกร็ดความรู้เกี่ยวกับศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว โดย น.พ.ปานเทพ คณานุรักษ์
มัสยิดกรือเซะ และ ลิ้มโต๊ะเคี่ยม
รวมภาพพิธีกรรมงานสมโภชเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวที่ไม่เคยปรากฏที่ไหนมาก่อน โดย ทศพร คณานุรักษ์
 

       Contact Us  
Subject/เรื่อง:  
From/จาก:  
Sender Email/อีเมล์ผู้ส่ง:  
Detail/รายละเอียด:  
       


ส่งเมล์หน้านี้ให้เพื่อน    ตั้งเว็บนี้ เปิดเป็นหน้าแรก
  Home  | ทายาทหลวงสำเร็จกิจกรจางวาง เมืองปัตตานี | เชิญมาคุยกันฉันญาติมิตร | หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด วัดช้างให้ | เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ศาลเจ้าเล่งจูเกียง | ประวัติศาสตร์และบุคคลสำคัญเมืองปัตตานี | อัลบั้มภาพถ่าย



kananurak.com
Copyright (C) 2000-2006 All Rights Reserved