Home        ทายาทหลวงสำเร็จกิจกรจางวาง เมืองปัตตานี        เชิญมาคุยกันฉันญาติมิตร        หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด วัดช้างให้        เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ศาลเจ้าเล่งจูเกียง        ประวัติศาสตร์และบุคคลสำคัญเมืองปัตตานี        อัลบั้มภาพถ่าย

 

ทายาทหลวงสำเร็จกิจกรจางวาง เมืองปัตตานี ๗ สาย
 หลวงสำเร็จกิจกรจางวาง
 สายนางเม่งจู โกวิทยา
 สายหลวงสุนทรสิทธิโลหะ
 สายคุณพระจีนคณานุรักษ์
 สายนายจูเส้ง คณานุรักษ์
 สายนางกี่จู กาญจนบุษย์
 สายนางจูกี่ แซ่เล่า
 สายหลวงวิชิตศุลกากร
ข่าวสารบ้านเมือง
  ข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์
  ข่าวกรมประชาสัมพันธ์
  มติชนกรุ๊ป
  คมชัดลึก - เนชั่นกรุ๊ป
  ผู้จัดการออนไลน์
  ไทยรัฐ
  เดลินิวส์
  ไทยโพสต์
  ฐานเศรษฐกิจ
 ModernNineTV
 Nation Channel
 Asia Satellite TV
เพลิดเพลินจำเริญใจ
 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
 พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ
 พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ มิวเซียมสยาม
 สวนสัตว์ของเรา
 ท่องเที่ยวทั่วไทย
 สถานีเพลงคาราบาวออนไลน์
 มูลนิธินาฏยศาลา หุ่นละครเล็ก (โจหลุยส์)
 มูลนิธิ จักรพันธุ์ โปษยกฤต
 มูลนิธิมหาอุปรากรกรุงเทพ (บางกอกโอเปร่า)
เว็บนี้มีประโยชน์
 เครือข่ายกาญจนาภิเษก
 สำนักราชเลขาธิการ
 NECTEC - เนคเทค
 สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
 รวมพลังหาร2 108 วิธีประหยัดพลังงาน
 ดิกชันนารีไทยอังกฤษ
 พจนานุกรมไทยออนไลน์
 พจนานุกรมพุทธศาสน์ ประมวลธรรม (พระธรรมปิฎก)
 หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
 ฐานข้อมูลหน่วยงานของรัฐ
 เส้นทางรถไฟฟ้า บีทีเอส
 เส้นทางเดินรถไฟฟ้าใต้ดิน
 รายงานสภาพจราจรผ่านอินเทอร์เน็ต
 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
 TQA รางวัลคุณภาพแห่งชาติ
เด็กคืออนาคตของชาติ
 ปลาวาฬบราวเซอร์ ท่องเน็ตปลอดภัย ห่วงใยเยาวชน
 TK Park อุทยานการเรียนรู้
 พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานคร
 อะไรเอ่ย นิทาน เด็ก ครอบครัว ทันโลก
 สคูลไทยแลนด์ ประสบการณ์การเรียนรู้ในรูปแบบใหม่
 ศูนย์การเรียนรู้คณิตศาสตร์ออนไลน์
 วิชาการ.คอม คลังความรู้ ปัญญาไทย เพื่อการศึกษาไทย
 นิทานออนไลน์ มูลนิธิเด็ก
 ห้องสมุดมารวย ตลาดหลักทรัพย์
ค้นหาอินเตอร์เน็ต
 แบล็คเกิ้ล ค้นหาประยัดพลังงาน
 กูเกิ้ลไทย
 ยาฮูเซิร์ช
 MSN Search
สังคมสื่อสาร
 FaceBook
 Twitter
 ไทยเมล์
 Gmail
 ฮ็อตเมล์
 ยาฮูเมล์
 สื่อสารทันใจด้วย ICQ
เว็บทายาทฯ ของเรา
 โรงแรม ซี.เอส. ปัตตานี
 โรงแรม ภูริมาศบีชแอนด์สปา
  ศรีพลเทค
  ปิงปองชวนท่องเที่ยว
  เจมส์ ภูวเดช คณานุรักษ์
  บล็อกหมอปานเทพ คณานุรักษ์
----------------------------
หากเว็บนี้ยังประโยชน์แก่ท่านบ้างทางหนึ่งทางใด
ข้าพเจ้าขออุทิศคุณความดีทั้งปวงนั้นแด่บรรพบุรุษ
บิดา มารดา ญาติพี่น้อง และ ครูบาอาจารย์ทุกท่าน
หากแม้มีความบกพร่องใดๆ โดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
ข้าพเจ้าขอน้อมรับผิดทุกประการแต่เพียงผู้เดียว
  รักศักดิ์ คณานุรักษ์ (ต้น)
 MBA, State University of New York at Buffalo
 Prince of Songkla University
 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
 ส่งข้อความถึงเว็บมาสเตอร์


ประวัติศาสตร์และบุคคลสำคัญเมืองปัตตานี

สภาพเมืองตานี ในพ.ศ. ๒๔๒๗ จากหนังสือ ชีวิวัฒน์ โดย เจ้าฟ้ากรมพระยาภานุพันธุวงศ์วรเดช (สมเด็จวังบูรพาฯ)




เมืองตานี

ไชยภูมิ์ที่

เรือสุริยมณฑลทอดสมอหน้าอ่าวเมืองตานี ด้านตวันตกเฉียงเหนือ น้ำลึก ๑๐ ศอก ไกลจากฝั่งประมาณ ๑๐๐ เส้น เห็นปากอ่าวเมืองตานี แลตึกบ้านกัปตันจีนเก่า อยู่ปากคลองตวันตก แลเห็นปากอ่าวยิริงทางทิศใต้ เรือต้องจอดไกลเพราะเปนหาดเลนตื้นออกมาไกล ที่ปากอ่าวมีหาดทรายทั้ง ๒ ข้าง น้ำในร่องประมาณ ๒ ศอก ที่หัวแหลมด้านตวันตกมีตึกกัปตันจีน ๒ หลังแฝด แลบ้านราษฎรเปนโรงเรือนจากอยู่หมู่หนึ่ง แหลมฝั่งตวันออกเข้าไปหน่อยหนึ่ง มีโรงเรือนอีกหมู่หนึ่ง

ที่ปากคลองกว้างประมาณ ๒ เส้นเศษ น้ำลึกประมาณ ๖-๗ ศอก ระยะทางตั้งแต่ปากคลองเข้าไปถึงเมืองทางประมาณ ๖๐ เส้น ที่หน้าเมืองลำคลองกว้างประมาณ ๒ เส้นเศษ ตัวเมืองตั้งลำน้ำฝั่งตวันออก มีตึกกัปตันจีนอยู่ริมน้ำหลังหนึ่งเปนตึกจีน ๒ ชั้นหันหน้าไปตวันออก แลมีบ้านโรงเรือนหลังคาจากสาคูฝาขัดแตะด้วยไม้บงอยู่ตามริมน้ำประมาณ ๕๐ หลังคาเรือน หน้าตึกกัปตันจีนริมน้ำมีถนนสัก ๒ เส้น มีตลาดขายผ้าแขกแลผลไม้ ๔-๕ ร้าน ที่ปลายถนนด้านเหนือมีตึกใหม่ของกัปตันจีน เปนเรือนจีน ๒ ชั้น ๓ หลังแฝด หลังหนึ่งขื่อประมาณ ๑๐ ศอกมีเฉลียงหน้าหลัง มีประตูใหญ่สกัดที่มุมบ้าน เดินเข้าประตูไปเปนถนนกว้างประมาณ ๔ วา สองฟากถนนมีตึกจีนชั้นเดียว ตั้งค้าขายสินค้ารายเรียงสลับกับโรงจากตลอดไปตามถนนประมาณ ๓ เส้น ฟากถนนด้านเหนือที่สุดมีศาลเทพารักษ์จีนชื่อว่าปุนเถ้าก๋ง เปนตึกเก๋งจีนใหญ่ ในจังหวัด ท้องตลาด ในประตูนี้เรียกว่าท้องตลาดจีน

ข้างปลายถนนจากตึกริมน้ำไปข้างใต้ มีลำกระโดงคั่นมีตพานข้ามต่อไป เปนถนนใหญ่กว้างประมาณ ๔ วา เปนถนนริมคลองไปประมาณ ๑๑-๑๒ เส้น มีวัดไทยตั้งอยู่ฟากถนนวัดหนึ่ง ชื่อวัดตานี อุโบสถทำลายหมด มีกุฏิฝากระดานมุงกระเบื้อง ๒ หลังแฝด มีพระพุทธรูปเลว ๆ ตั้งอยู่หลายองค์ ประดับด้วยเครื่องตกแต่งเปนของจีน เพราะกัปตันจีนที่เมืองตานีนั้นเปนสัปรุสในพระพุทธศาสนาแขงแรง ได้ช่วยอุปถัมป์ในวัดนั้น บริเวณวัดนี้รั้วไม้ไผ่ ประตูยอดตัดด้วยไม้กระดานสลักเปนราหูคาบจันทร์ มีพระสงฆ์อยู่ในวัดนั้น ๑๑ รูป

ในท้องถนนที่ว่ามานี้ต่อไปตามลำคลองตลอดไปจนถึงท่าน้ำ ซึ่งจะขึ้นบ้านพระยาตานี ระยะทางตั้งแต่วัดประมาณ ๒๕ เส้น ตามริมถนนข้างตวันออก มีบ้านเรือนราษฎรเปนหมู่รายเรียงไป ตามริมถนนมีสวนมะพร้าวเรียงรายตลอด ที่ท่าน้ำบ้านพระยาตานีนั้นมีบรรไดไม้ลงไปในน้ำกว้างประมาณ ๘ ศอก มีโรงจากอยู่ ๒ ข้าง ๒ โรง มีเสาธงสูง ๖ วาชักธงช้าง ตรงไปทางทิศตวันออกเปนถนนพื้นทรายกว้างประมาณ ๘ วา ข้างถนนด้านใต้มีตึกหลังคามุงกระเบื้อง เปนตึกขายสินค้าต่าง ๆ หลังหนึ่ง ต่อไปเปนโรงจาก ราษฎรขายของผ้าแขกแลเครื่องใช้ต่าง ๆ ตลอดไปจนถึงรั้วบ้านเจ้าเมือง ข้างถนนฝั่งเหนือมีโรงจากขายของผ้าแขกแลเครื่องใช้ต่าง ๆ เข้าไปประมาณ ๓ เส้น แล้วเปนทุ่งว่างเปล่าไป ตามหน้าโรงร้านขายของ ๒ ข้างถนนมีขยาบบ้างม้ามาตั้งบ้าง ขายของลูกไม้ขนมแลเครื่องชำต่าง ๆ

ถนนใหญ่ตั้งแต่ท่าน้ำถึงบ้านเจ้าเมือง ทางประมาณ ๖ เส้น ถึงประตูบ้านเจ้าเมืองชั้นนอก หันหน้าตรงไปทิศเหนือ รั้วบ้านชั้นนอกทำด้วยไม้บงขัดแตะยาวประมาณ ๓๐ วา สูงประมาณ ๘ ศอก ประตูไม้ติดกันเปน ๓ ประตู ๆ ใหญ่กลาง ประตูเล็ก ๆ ข้าง แล้วมีรั้วบ้านอีกชั้นหนึ่ง เปนกำแพงอิฐสูงประมาณ ๕ ศอก มีประตู ๓ ประตู ๆ ใหญ่สูงประมาณ ๓ วา ในลานระหว่างกำแพง ๒ ชั้นนั้น เปนลานทรายกว้าง ๑๒ วา ตั้งแต่ประตูชั้นในไปถึงหน้าหอนั่งประมาณ ๑๕ วา หอนั่งนั้น ๓ ห้อง ๒ หลัง ๆ นอกนั้นขื่อ ๖ ศอก มีเฉลียงรอบเสาเฉลียงลงดิน เสาในประทานมีขื่อคัดตัดแขวน ใต้ขื่อตรงเสามีบัว หลังในขื่อประมาณ ๘ ศอกเฉลียงรอบยกพื้นกระดานสูงจากพื้นหลังนอกประมาณศอกคืบมีชั้นลดที่เฉลียงมา อีกชั้นหนึ่งประมาณ ๑๖ นิ้ว จึงถึงพื้นชั้นนอกปูด้วยกระเบื้องหน้าวัว ที่หอนั่งหลังในมีฝากระดานทำเปนเฟี้ยมแขก ที่ห้องกลางมีเฟี้ยมกั้นห่างเปนลับแลออกมาห้องหนึ่ง ที่หลังเฟี้ยมเดินได้

หลังคามุงกระเบื้องขอ เปนรูปปั้นหยายาวประมาณ ๗ วา ๒ ศอกทั้งเฉลียง เรือนข้างในที่เปนเรือนอยู่ แลเปนส่วนผู้หญิงนั้นมีอีก ๒ หลัง ที่หอนั่งนั้นเพดานตกแต่งด้วยโคมหวดโคมหม้อสีต่าง ๆ พื้นชั้นบนปูพรมชั้นล่างลาดเสื่อกระจูด มีเก้าอี้โต๊ะฝรั่งหุ้มปูด้วยสักหลาดแดง ในบริเวณบ้านชั้นในนั้นเปนพื้นทราย อากาศร้อน มีต้นไม้เรียงรายพุ่มเล็ก ๆ ตามสมควร ที่หอนั่งชั้นล่างมีรถดอกก๊าดหลังหนึ่ง ที่ตรงประตูหน้าบ้านเจ้าเมืองออกไปข้างด้านเหนือไปทางทุ่งห่างประมาณ ๓ เส้น มีสุเหร่าแห่งหนึ่ง เปนศาลาหลังคามุงกระเบื้อง รูปเปนกระโจมแขกประมาณ ๕ วา ๔ เหลี่ยม ตามถนนหน้าบ้านเจ้าเมือง มีต้นไม้ปลูกเปนจังหวะ

อนึ่งลำน้ำเมืองตานีนี้ ตั้งแต่ท่าบ้านเจ้าเมืองขึ้นไปหน่อยหนึ่งเลี้ยวเปนแหลม ขึ้นไปทางตวันออกมีบ้านรายเรียงตามสมควร ลำน้ำตานีฝั่งตวันตกที่ตรงท่าบ้านกัปตันจีนมีเรือนราษฎร ๒ หย่อม ๓ หย่อม มีสวนมะพร้าวรายไปเปนอันมาก ถัดขึ้นไปมีคลองมีวัดไทยอีกวัดหนึ่งชื่อ วัดใหม่ มีพระสงฆ์ ๔ รูป เหนือตรงบ้านเจ้าเมืองขึ้นไป มีโรงทำกระเบื้องเผากระเบื้องหมู่หนึ่ง ไกลตลิ่งประมาณ ๑ เส้น ถัดไปอีกหน่อยมีโรงปั้น เผา ไห โอ่ง อีก ๒ หมู่ทำคล้ายกันกับเมืองสงขลา เปนพวกจีนเรียนมาแต่เมืองสงขลา ปลายน้ำตานีไปแยกที่เมืองระแงะแลเมืองยะลา


จำนวนบ้านจำนวนคน

ที่ปากอ่าวเมืองตานี แหลมริมฝั่งข้างตวันออกมีโรงเรือนจากราษฎรประมาณ ๕๐ หลัง คนประมาณ ๒๐๐ คน ถัดไปอีกหน่อยหนึ่งข้างฝั่งตวันตกมีโรงเรือนอีกหมู่หนึ่งประมาณ ๘๐ หลัง หมู่บ้านรายทางโรงเรือนตลาดถนนขึ้นกับบ้านเจ้าเมืองประมาณ ๒๐๐ หลัง คนประมาณ ๑๐๐๐ คน หมู่บ้านตามลำน้ำแลตามสวนที่รายไปในอาณาเขตรเมืองตานี รวมโรงเรือนบ้านราษฎรในเมืองตานีจะเปนประมาณ ๓๐๐๐ หลัง เปนคนประมาณ ๒๐๐๐๐ คนเศษ ถ้าจะคิดแบ่งคนเปนชาติ จะเปนแขกประมาณสองหมื่นเศษ จีนประมาณหกร้อยคน ไทยประมาณ ๒๐๐ คน

พวกราษฎรในเมืองตานี ไม่ต้องเสียค่าส่วยสาอากรสิ่งใด เปนแต่ต้องเสียค่าเรี่ยรายทำต้นไม้ทองเงินส่งกรุงเทพ ฯ สามปีครั้งหนึ่งคนละครึ่งเหรียญ เก็บไม่ว่าภาษาใดตามที่อาศรัยอยู่ในเมืองตานีนั้น ในเมืองตานีมีผู้ว่าราชการคนหนึ่งเปนเจ้าเมือง เปนบุตรพระยาตานีคนก่อน ได้ภรรยาหลวงเปนบุตรพระยากลันตันเดี๋ยวนี้ มีผู้ช่วยคนหนึ่งเปนอาพระยาตานีเดี๋ยวนี้ เปนผู้ช่วยบำรุงพระยาตานีจัดการบ้านเมือง นอกนั้นไม่เห็นมีใคร มีแต่กรมการหรือบ่าวไพร่ใช้สอยอีกหลายคน พระยาตานีคนนี้เปนหนุ่ม อายุได้ ๓๐ ปี ลักษณพูดจาเรียบร้อย ถ้าทางเปนคนฉลาดในป่า ๆ พูดจาถูกต้อง เปนคนมีกิริยาเคารพรับรองแขงแรงไม่ถือยศศักดิ์ แต่ไพร่บ้านพลเมืองเกรงกลัวมาก มีบ่าวตามตั้ง ๕๐-๖๐ คนตามประเพณีบ้านเมือง

พระยาตานีนั้นแต่งตัวนุ่งกางเกงแขก นุ่งโสร่งผ้า ใส่เสื้อแพรแขก โพกหัว ไม่ได้ใส่เกือก อานั้นเปนผู้ใหญ่อายุประมาณ ๔๐ ปีเศษ เปนคนไม่สู้มีราศีก็จริงอยู่ แต่ท่าทางเปนคนฉลาดเรียบร้อย กิริยาสนิทสนมกับพระยาตานีเปนอันมาก แต่งตัวนุ่งโสร่งไหม ใส่เสื้อผ้าสักหลาดดำ โพกผ้า ไม่ได้ใส่เกือก พวกกรมการอีก ๒-๓ คนนั้นเปนคนหนุ่มหน้าตาหมดจด นุ่งโสร่งไหมบ้างโสร่งผ้าบ้าง ใส่เสื้อ โพกผ้า พวกบ่าวไพร่นุ่งโสร่งไหมบ้างผ้าบ้าง มีผ้าขาวม้าไหมบ้างด้ายบ้าง ซับในผ้าโสร่งบ้าง คาดพุงบ้าง ที่ใส่เสื้อบ้างแต่เนื้อเปนพื้น ราษฎรผู้ชายนุ่งโสร่งไหมบ้าง นุ่งขาวม้าไหมบ้าง ต่าง ๆ โพกผ้าบ้าง ไม่โพกผ้าบ้าง ผู้หญิงนุ่งโสร่งไหมบ้าง โสร่งด้ายบ้าง คาดนมผ้าขาวม้าไหมบ้าง ผ้าขาวม้าด้ายบ้าง ราษฎรที่เดินอยู่ตามท้องตลาดแลถนนต่าง ๆ ไม่สู้เปนคนจนนัก แต่ไม่ใคร่จะมีมาก คนเดินห่าง ๆ ไม่หนาแน่น พวกจีนนั้นก็อยู่แต่ในหมู่ตลาดจีน คนไทยมีอยู่ในวัดบ้าง


ผลประโยชน์แลการหากิน

พวกแขกทำนาเกลือทำสวนทำนาเข้าบ้างเล็กน้อย ทำปลาบ้างล่องเรือค้าเหนือบ้าง ทำเหมืองทองรับส่งสินค้าแก่จีนบ้าง ขายของทอผ้าบ้าง พวกจีนตั้งค้าขายรับส่งสินค้าเข้าออกจากเมือง ทำเหมืองดีบุกทำภาษีปั้นหม้อปั้นอิฐ พวกไทยเปนคนเพริดหนีไปอยู่อาศรัยเปนต้น แลไปทำมาหากินอย่างพวกแขก แลช่วยพวกแขกทำ

สินค้าใหญ่ที่ซื้อขายแลจำหน่ายออก เกลือเปนใหญ่ น้ำมันมะพร้าว มะพร้าวห้าว ทองทราย ดีบุก สินค้าแลสิ่งของที่ซื้อขายในเมืองแลตลาด เข้าปลา เครื่องเทศแลเครื่องหอม แลของสดคาว ผักสดผลไม้ขนมต่าง ๆ ผ้าโสร่งผ้าโพกผ้าห่อผ้าต่าง ๆ เครื่องทองเหลือง เครื่องหม้อ เครื่องไห เครื่องใช้สอยต่าง ๆ จำนวนราคาสิ่งของในตลาด ทองคำทรายหนัก ๑ ตำลึงแขก คือ ๒ บาท ๒ สลึงเฟื้องไทย เปนเงิน ๒๖ เหรียญ  ดีบุกขาวหาบละ ๒๑ เหรียญ  ดีบุกดำหาบละ ๑๐ เหรียญ  เกลือเกวียนแขก ๑ เท่า ๒ เกวียนไทย ราคา ๑๒ เหรียญ  น้ำมันมะพร้าวหาบละ ๘ เหรียญ 

สิ่งของที่ขายเปนต้นว่า ผ้าต่าง ๆ ผ้าม่วงไทยผืนละ ๕ เหรียญ ผ้าโสร่งไหมตั้งแต่ ๔ เหรียญ ถึง ๖ เหรียญ ผ้าโสร่งด้ายกุลีหนึ่งตั้งแต่ ๑๐ เหรียญ ถึง ๑๒ เหรียญ ผ้าขาวม้าไหมผืนละ ๓ เหรียญ ถึง ๕ เหรียญ ผ้าขาวม้าด้ายกุลีละ ๘ เหรียญ ถึง ๑๐ เหรียญ ผ้าขาวม้าไหมผืนละ ๒-๓ เหรียญ ผ้าห่อผ้าด้ายกุลีละ ๖ เหรียญ ถึง ๑๐ เหรียญ

ภาษีอากรในเมืองตานี มีอยู่แต่ภาษีฝิ่นบ่อนเบี้ยเตาสุรา ภาษีน้ำมันมะพร้าว นอกนั้นไม่มีภาษี เจ้าภาษีฝิ่น เตาสุรา น้ำมัน พระยาตานีตั้งให้จีนตันจูหลายเปนที่หลวงสุนทรภักดีรับผูก เจ้าภาษีได้ให้เงินผลประโยชน์แก่เจ้าเมืองตามสมควร

อนึ่งในเมืองตานีนี้ มีเหมืองทองคำหลายตำบลไปข้างปลายน้ำเมืองระแงะ เหมืองดีบุกหลายแห่งไปข้างเมืองยิริง

เรือค้าขายของคอเวอนเมนต์มีอยู่ลำหนึ่ง เปนเรือปริกอินตินคือเรือเสาครึ่งมีเพลาขวาง ได้เคยบรรทุกสินค้าไปขายที่เมืองสิงคโปร์ ในเวลานี้เรือจำเริญเมืองสงขลากำลังมาทอดบรรทุกเกลืออยู่ที่อ่าวตานี เรือจีนเรือแขกที่เปนเรือตะเภาเรือปากใต้เล็ก ๆ ค้าขายอยู่ที่ปากอ่าวเมืองตานีปีหนึ่งประมาณ ๔๐ ลำ เรือที่พลเมืองหากินค้าขายอยู่ในเมือง ออกไปหาปลาที่กลางทเลเปนต้น วันหนึ่งประมาณ ๕๐-๖๐ ลำ เพราะที่อ่าวเมืองตานีนั้น มีลมเรียกว่าแลนด์แอนด์ซีบริซอยู่เสมอเนือง ๆ คือ เวลาเช้าเปนลมพัดออกจากปากอ่าว เวลากลางวันเปนลมพัดเข้ามาในอ่าว เรือหากินแล่นเข้าออกได้สดวก

เรือที่ใช้ในเมืองนั้นเปนเรือใหญ่เล็กหลายอย่างรูปคล้าย ๆ เรือฉลอมบ้าง เรือสำปั้นมีราวกระแชงบ้าง ที่เปนเรือใบมีไม้เป็นขอที่สำหรับรับใบที่หัวเรือเปนการแปลก เรือสำหรับยศเจ้าเมือง หัวเปนนกใหญ่ท้ายเรือเปนหางนก มีหางเสือธงช้างปัก เปนเรือโถงใช้คนนั่งพายบนกระทงหน้า ๑๑ กระทง ท้าย ๓ กระทง คนถือท้ายคนหนึ่ง ถือหางเสือคนหนึ่ง ที่กลางกระทงข้างหน้าเรือนั้นมีไม้แขวนฆ้องใหญ่ ๑ ฆ้อง กลมโตประมาณศอกหนึ่ง เมื่อเวลาเรือเดิน ตีฆ้องย่ำรัวเปนพัก ๆ ฝีพายขานยาวอย่างแขกดังกิวก๊าว เล่มพายนั้นรูปเหมือนใบโพรี ๆ ปลายด้ามเปนลูกคลักสำหรับมือถือ

พวกแขกที่พายเรือนั้นแต่งตัวตามธรรมเนียมบ้านเมืองนุ่งห่ม แต่แขกพายไม่ใช้พายอ่อนแลเบาเลย เรือเดินเร็วมากกว่าเรือยาวในกรุงเทพ ฯ แลมีเรือสำหรับใช้สอยของเจ้าเมืองอีกรูปคล้ายกัน เปนรูปหัวหางนกบ้าง ทาสีทั้งลำบ้าง เปนเรือสำปันนียาว ๆ บ้าง เปนทำนองเรือราวกระแชงบ้าง ใช้คนนั่งกระทงพายทั้งสิ้น

จำนวนเงินตราที่ใช้กันในเมืองตานีนั้น ใช้เงินเหรียญแมกสิกันเปนใหญ่ มีเบี้ยดีบุกกลมเจาะรูกลางคล้ายแปะจีน กลมโตสูญไส้นิ้วหนึ่งกับกระเบียดเศษ รูในกว้างสูญไส้กึ่งนิ้วกับกระเบียดน้อย มีอักษรแขกทั้ง ๒ หน้า ราคา ๑๒๐ เปนก้อน  ๔ ก้อนเปนโขก  ๒ โขกเปนเหรียญแมกสิกัน เงินบาทก็ใช้ได้แต่ไม่ใคร่จะคล่อง


อาหาร

หมู เป็ด ไก่ ปลาสด ปลาแห้ง เนื้อโค เนื้อกระบือ เนื้อแกะ ผักปลูก ผักป่า ฟักแตง ถั่วต่าง ๆ ผลไม้ทุเรียน มังคุด ลางสาด มะม่วง มะปริง มะปราง ขนุน จำปาดะ ส้มจุก ส้มโอ เงาะ น้อยหน่า ขนมต่างๆ อย่างแขกเปนอันมาก


ความร้อนเย็น

ราษฏรกรมการมีความสุขสบาย เพราะไม่มีการกดขี่สิ่งใด ราษฎรต่างคนทำมาค้าขาย เจ้าเมืองไม่ได้เบียดเบียนสิ่งใด เปนแต่ขอแรงเปนครั้งเปนคราว ไพร่บ้านพลเมืองใช้สอยเหมือนบ่าวทาสในบ้าน ราษฎรรักใคร่พระยาตานี

วิธีธรรมเนียมการบำรุงบ้านเมืองสิ่งใดอาศัยเอาแบบอย่างเมืองกลันตัน พระยาตานีไปมาที่เมืองกลันตันเสมอเนือง ๆ เพราะภรรยาที่เปนบุตรพระยากลันตันนั้นมิได้มาอยู่เมืองตานี พระยาตานีต้องไปหาที่เมืองกลันตัน

อนึ่งในปีนี้ โคกระบือแพะแกะเปนอันตรายเกิดโรค เหมือนอย่างเมืองสงขลาโดยมาก แผ่นดินที่เมืองตานีเวลานี้อากาศร้อนจัดเพราะเปนที่ทราย ถ้าแดดจัดก็ร้อนยิ่งนัก ถ้าฝนตกค่อยสบาย

 






ชีวิวัฒน์

 

สมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข ทรงพระนิพนธ์

 

นับเปนเรื่องเที่ยวที่ต่าง ๆ ภาคที่ ๗

                   

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พิมพ์พระราชทาน


ในงานทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร


พระศพสมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข

 

ณวันที่ ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๑

 


 

อธิบาย


หนังสือเรื่องชีวิวัฒน์นี้ สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้า ฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ทรงแต่งทำนองเปนรายงานการเสด็จตรวจราชการหัวเมืองปักษ์ใต้ ทูลเกล้า ฯ ถวาย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปีวอก พ.ศ. ๒๔๒๗

ในหนังสือเรื่องนี้ สมเด็จพระราชปิตุลา ฯ ทรงพรรณนาถึงสิ่งและการต่าง ๆ ในหัวเมืองที่ได้เสด็จไปประพาสอย่างถ้วนถี่พิสดาร ผู้อ่านในปัจจุบันนี้ (พ.ศ. ๒๔๗๑) ถ้าอ่านโดยสังเกตจะเข้าใจได้ดี ว่าหัวเมืองปักษ์ใต้กับทั้งวิธีการปกครองในหัวเมืองปักษ์ใต้ในสมัยนั้นเปนอย่างไร ผิดกับที่เปนอยู่ในปัจจุบันนี้เพียงใด จึงนับว่าพระนิพนธ์เรื่องนี้เปนจดหมายเหตุอันมีประโยชน์สมควรจะรักษาไว้ เพื่อประโยชน์ความรู้โบราณคดีเรื่องหนึ่ง

 

ลงพระนาม


 

( ๑ )


 

หนังสือชีวิวัฒน์

ว่าถึงคุณความดีแห่งการเที่ยวในที่ต่าง ๆ

แล

เปนระยะทางรายงานหัวเมืองตวันตก

ในแหลมมะลายูฟากฝั่งตวันออก

ซึ่งผู้แต่งหนังสือนี้ได้จดหมายเหตุไว้แล้ว เมื่อเวลาไปเที่ยวในเมืองนั้น

                           

แต่งโดย

สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภานุรังษีสว่างวงศ์
กรมหลวงภาณุพันธุวงศ์วรเดช

ปีวอกฉศก๑๗ ศักราช ๑๒๔๖

(มีกรรมสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติ)

                            




( ๒ )


คำทูลเกล้า ฯ ถวายเรื่องหนังสือนี้

แด่

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ผู้ทรงพระคุณธรรมอันมหาประเสริฐ


๐ บังคมบรมบาทเจ้า      จอมสยาม
ผู้ลิขิตลักษณนาม         สมุดนี้
ขอทูลอุทิศความ          ถวายพระ เดชแฮ
ชีวิวัฒน์เชิดชี้              ชื่อใช้เช่นขนาน ฯฯ

ข้าพระพุทธเจ้า

ภาณุรังษี

เรือสุริยมณฑล

ณ วัน ๒ ฯ๔ ๑๐ ค่ำปีวอกฉศก๑๗ ศักราช ๑๒๔๖




( ๓ )



คำอธิบายเรื่องแต่งหนังสือนี้
                    


ขอเดชะฝ่าลอองธุลีพระบาทปกเกล้า ฯ

ด้วยทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ข้าพระพุทธเจ้าผู้แต่งหนังสือนี้ ได้กราบถวายบังคมลาไปเที่ยวรับอากาศใหม่ ในเวลาซึ่งเกิดโรคร้ายแห่งร่างกายรบกวนนั้น โปรดพระราชทานเรือกลไฟหลวงชื่อสุริยมณฑลเปนพาหนะไปในครั้งนี้ พระเดชพระคุณเปนล้นเกล้า ฯ หาที่สุดไม่ได้

ข้าพระพุทธเจ้าได้กราบถวายบังคมลา ใช้จักรเรือสุริยมณฑลออกจากเมืองสมุทปราการแต่ณวัน ๖ ฯ๙ ๙ ค่ำปีวอกฉศก ไปทางทเลตัดไปเมืองปราณบุรีเปนต้น แลได้แวะเที่ยวตลอดไปตามหัวเมืองตวันตก ในแหลมมะลายูฟากฝั่งตวันออกตลอดไป ถึงเมืองกลันตันเปนที่สุด ได้กลับเข้ามาถึงในกรุงเทพ ฯ ในวันนี้ รวมในการเที่ยวครั้งนี้เปน ๒๕ วัน แจ้งอยู่ในจำนวนรายวันระยะทางเที่ยว ที่ได้มีอยู่ในสมุดนี้แล้ว

อนึ่งแต่ก่อนโปรดเกล้า ฯ พระราชทานเรือเขจรชลคดี ได้ออกจากกรุงเทพ ฯ แต่ณวัน ๓ ฯ๖ ๙ ค่ำ แต่ไปมีเหตุเกิดเอกซิเดนต์ขึ้นเสียกลางทาง ต้องกลับเข้ามาพักอยู่เมืองสมุทปราการเปลี่ยนเรือใหม่ เสียเวลาเสีย ๓ วัน จึงได้คิดหักวันซึ่งใช้ไม่ได้เสีย คงคิดวันต้นตั้งแต่ณวัน ๖ ฯ๙ ๙ ค่ำจนถึงวันนี้ คงเปนวันเที่ยว ๒๕ วัน เกินวันกำหนดที่ได้กราบถวายบังคมลาไป ๑๐ วัน พระราชอาญาไม่พ้นเกล้า ฯ

อนึ่งเรือสุริยมณฑลออกมาครั้งนี้ ไม่มีเหตุสิ่งใดเรียบร้อยดีตลอด หลวงจักรยานานุพิจารณ (ทวน) เปนกัปตัน ก็มีวิชาแลกิริยาเรียบร้อยที่จะบังคับบัญชาการเรือโดยสมควรตลอดไปทุกอย่าง ต้นหนสรั่งอินยิเนียกลาสีไม่เต็มบริบูณ์ก็จริง แต่ใช้การได้เต็มตามตำแหน่ง ถ่านในเรือที่บรรทุกมาก็ว่ามีแต่เพียง ๑๘-๑๙ ตอนเท่านั้น ในกำลังเรือสุริยมณฑลนี้เดินวัน ๑ กับคืน ๑ ว่าใช้ถ่านถึง ๑๘ ตอน มาเที่ยวนี้จึงต้องแวะรับฟืนตามระยะทางหัวเมืองตลอดไปโดยมาก ถ่านนั้นสำหรับได้กลั้วเปนเชื้อฟืนที่ใช้ ตั้งแต่ข้าพระพุทธเจ้ากราบถวายบังคมลาไปครั้งนี้ เดชะพระบารมีปกเกล้า ฯ ไม่มีอันตรายในชั้นหลัง คลื่นลมเรียบราบ ไม่มีไข้เจ็บ มีความสุขสบายตลอดระยะทางทุกตัวคน

ในเวลาซึ่งข้าพระพุทธเจ้ากำลังออกไปเที่ยวอยู่ตามชายทเลนั้น ข้าพระพุทธเจ้าคิดเห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า โปรดพระราชทานเรือกลไฟหลวงลำใหญ่ ก็ย่อมต้องเสียพระราชทรัพย์ซึ่งเปนค่าถ่านค่าน้ำมัน แลค่าเงินเดือนกัปตันกลาสีคนใช้การทั้งสิ้น การที่ไปครั้งนี้ เมื่อจะคิดดูก็ต้องเสียประโยชน์การเรือ พระราชทานแก่ข้าพระพุทธเจ้าสำหรับให้ไปเที่ยวเล่นเดือน ๑ เปล่า ๆ ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยราชการ แลไม่เปนประโยชน์แก่การแผ่นดินเลย ส่วนตัวข้าพระพุทธเจ้านั้นเล่าก็เปนคนรับราชการตามตำแหน่ง มีจำนวนเงินเดือนสำหรับกรมเหมือนกัน เมื่อไปเที่ยวหาประโยชน์ความสุขสำหรับตัวเสียเกือบเดือนหนึ่งดังนี้ ก็เปนที่เสียประโยชน์ในหน้าที่ตำแหน่งราชการส่วนตัวของข้าพระพุทธเจ้าด้วยเหมือนกัน

แต่เมื่อมาพิเคราะห์ดูถึงประโยชน์ที่ได้เสียไปแล้ว ทั้งสองอย่างนั้นจึงเห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า การที่เรือสุริยมณฑลออกไปครั้งนี้ เมื่อจะคิดเสียว่าเหมือนมีเรือหลวงออกไปลาดตะเวนตรวจอ่าวครั้งหนึ่ง ตามธรรมเนียมการรักษาบ้านเมืองอย่างสว่างนั้นก็จะเปนไปได้ แลข้าพระพุทธเจ้าผู้หนึ่งซึ่งได้ไปในเรือลำนี้ด้วย เมื่อได้เห็นการเสียหายฤๅมีเหตุการสิ่งใดคงไม่อาจนิ่งอยู่ได้เปนอันแน่ จะต้องมีใจเจ็บร้อนด้วยราชการแลแผ่นดิน คงจะจัดการรักษาแลต่อสู้แลคิดระงับความสงบเรียบร้อยไปโดยเต็มกำลังที่ตนจะทำได้ในเวลานั้นๆ เพราะฉนั้นข้าพระพุทธเจ้าจึงได้ถือใจว่า การที่ข้าพระพุทธเจ้าออกไปครั้งนี้ เหมือนออกไปตรวจการแลลาดตะเวนตรวจรักษาการสงบเรียบร้อยในคราวหนึ่ง

ก็ในส่วนซึ่งข้าพระพุทธเจ้าต้องละตำแหน่งที่ทำการไปนั้นเล่า ข้าพระพุทธเจ้าเห็นด้วยเกล้า ฯ ว่า ธรรมดาเกิดมาเปนคนทำการงาน มีธรรมเนียมอยู่หลายประเทศ ซึ่งเกิดมีแก่คนโดยมาก ที่เห็นว่าการเที่ยวเปลี่ยนอากาศเปลี่ยนที่ แลพักผ่อนการงานหยุดการที่ทำเปนคราวๆ นั้น เปนเครื่องซึ่งจะบำรุงร่างกายให้เจริญแลแขงแรงขึ้น เพื่อว่าเมื่อได้พักแล้วแลกลับมาจับทำการงานของตนต่อไปอีก คงจะแขงแรงได้การงานมากกว่าที่จะกรากกรำทำความเหนื่อยช้าอยู่โดยที่มิได้พักผ่อนนั้น บางทีก็จะทำให้ประโยชน์เกิดขึ้นโดยเร็วโดยพลันดีกว่าไม่ได้พักผ่อน เมื่อก่อนที่ข้าพระพุทธเจ้าจะกราบถวายบังคมลาไปนั้น ตัวข้าพระพุทธเจ้าก็ไม่ใคร่จะมีความสบายอยู่แล้ว รับพระราชทานอาหารน้อยแลนอนไม่ใคร่หลับเปนต้น ทำให้กำลังที่จะรับราชการอ่อนเปลี้ยไป เพราะในระหว่าง ๖-๗ เดือนนี้แล้ว ข้าพระพุทธเจ้าทำกาเต็มตำแหน่งมิได้ออกจากกรุงเทพ ฯ เลย จึงได้คิดระงับร่างกายหาความสุขใส่ตัวให้สบายกายสบายจิตต์เสียคราวหนึ่ง เพื่อว่าจะได้กลับเข้ามารับราชการโดยแขงแรง ดังความหมายซึ่งได้กราบบังคมทูลพระกรุณามาข้างบนแล้ว ส่วนในราชการหน้าที่นั้นก็เรียบร้อยปรกติอยู่ ไม่เปนเวลาฉุกเฉินสำคัญ เห็นด้วยเกล้า ฯ ว่าผู้ที่ดูแลการงานแทนตัวพอจะรับระงับการไปจนข้าพระพุทธเจ้าจะกลับเข้ามาถึงได้ ข้าพระพุทธเจ้าจึงได้สามารถกราบถวายบังคมลาไป

ในเวลาซึ่งได้ออกไปเที่ยวนั้นเล่า ข้าพระพุทธเจ้าก็มิได้เห็นแต่กับที่จะเที่ยวเปล่ารับความสุขอย่างเดียว เมื่อถึงบ้านใดเมืองใดก็ได้สอบถามทุกข์สุขของผู้ว่าราชการเมืองกรมการ แลตรวจทุกข์สุขของราษฎรตามสมควร สิ่งใดที่ขัดขวางก็ช่วยเหลือตามสติกำลังแลปัญญา ถึงมิได้ไปในทางราชการก็ดี แต่ถือเหมือนว่าเปนคนผู้หนึ่งซึ่งได้ไปในเรือพวกกองลาดตะเวนด้วย เพราะฉะนั้นข้าพระพุทธเจ้าจึงหวังใจว่า การที่ข้าพระพุทธเจ้าออกไปครั้งนี้ จะไม่ได้ไปแต่หาความสุขอย่างเดียว แลไม่เปนคนที่จะปราศจากประโยชน์การที่ได้ไปเที่ยวครั้งนี้แท้ทีเดียวนัก

เมื่อข้าพระพุทธเจ้าได้สอบถามผู้ว่าราชการเมืองแลกรมการราษฎรในเหตุการทุกข์สุขบ้าง ตามที่ข้าพระพุทธเจ้าได้กราบบังคมทูลพระกรุณามาแล้วนี้ เมื่อข้าพระพุทธเจ้ามีเวลาว่างบ้างในเวลาที่เดินเรือฤๅเวลาพักครั้งใดแห่งใด ข้าพระพุทธเจ้ามิได้คิดที่จะอยู่เปล่า แลโปรยเสียซึ่งประโยชน์ มีกระดาษดินสอก็ขีด ๆ เขียน ๆ ไปตามความจดจำซึ่งได้รับความบอกเล่าแลตามความรู้เห็น คาดคะเนการทั้งปวงนั้น ๆ จึงได้เรียบเรียงลงเปนหนังสือรายงานหัวเมืองซึ่งตนได้ไปตรวจให้เห็นฉะบับ ๑ ได้เรียงข้อความเปนหมวด ๆ มิให้ปะปนกันเพื่อจะได้ตรวจแลเห็นง่ายเปนต้นดังนี้

๑. ไชยภูมิที่ภูมิลำเนาบ้านเมืองแลเรื่องราวของไชยภูมิที่นั้น ๆ
๒. ตำบลบ้านหลังเรือนแลประมาณคนแลเหตุที่คนได้เปนไปในที่นั้น ๆ
๓. ผลประโยชน์ของบ้านเมืองแลการทำมาหากินของคนในที่นั้น ๆ
๔. อาหารซึ่งเปนของสำคัญแก่ประโยชน์ผู้จะไปเที่ยวที่จะหาบริโภค
๕. เรื่องความในเมืองนั้น ๆ ที่เปนอยู่
๖. ความร้อนเย็นของราษฎรทั้งปวง

ข้อความทั้ง ๖ หมวดนี้ได้เรียงเปนเมือง ๆ เปนลำดับตามที่ข้าพระพุทธเจ้าได้ไปก่อนแลหลังรวมเปน ๑๓ เมืองฤๅตำบล

หนังสือรายงานนั้น ได้เร่งรีบเรียงให้สำเร็จบริบูรณ์เสียแต่ในเรือสุริยมณฑล เพื่อว่าไปถึงกรุงเทพ ฯ จะไม่ให้เสียเวลาราชการซึ่งจะต้องทำตามหน้าที่ ข้าพระพุทธเจ้าตั้งใจไว้ว่ารายงานที่ได้เรียบเรียงฉะบับนี้เมื่อได้ทูลเกล้า ฯ ถวายแล้วคงจะเปนพยานความตั้งใจของข้าพระพุทธเจ้าที่ได้กราบบังคมทูลพระกรุณามาข้างบนนั้น แลหวังใจว่าถึงจะเปนประโยชน์แก่ราชการได้บ้างก็ดี ไม่เปนประโยชน์ก็ดี แต่คงจะเปนประโยชน์คราวหนึ่งในเวลาที่จะเสด็จพระราชดำเนิรประพาศชายทเลฝั่งตวันตกตามเมืองนั้น ๆ บ้างเปนแน่ จึงได้อุส่าห์เรียบเรียงไว้ แลนำขึ้นทูลเกล้า ฯ ถวายเหมือนเปนหนังสือสำหรับทรงทอดพระเนตร์เล่นในเวลาว่างราชการ

อนึ่งข้าพระพุทธเจ้าได้ค้นหนังสือเก่า ๆ ของข้าพระพุทธเจ้าในเวลาหนึ่ง ได้พบต้นร่างหนังสืออย่างหนึ่ง มีคำจ่าหน้าไว้ว่า "เที่ยวเดินทางในเขตรสยาม" ข้าพระพุทธเจ้าจำได้ชัดว่า ข้าพระพุทธเจ้าได้เรียบเรียงร่างไว้นานมาแล้วแต่ยังมีเยาว์ไวยอยู่ในการเสด็จพระราชดำเนิรพระราชวังบางปอินครั้งก่อน ๆ เกิดแต่เรื่องโคลงบ้างกลอนบ้าง คำร้อยแก้วเรียกกันว่าเอศเซบ้าง ในครั้งนั้นเมื่อระดูเอศเซกัน ข้าพระพุทธเจ้าจึงได้แต่งว่าด้วยประโยชน์ของการเที่ยวเรื่องหนึ่งเปนเอศเซในระดูนั้น เมื่อข้าพระพุทธเจ้าจะไปเที่ยวคราวนี้ จึงได้นำต้นร่างนั้นติดไปดูด้วย จึงได้เกิดเปนเรื่องเตือนใจแนะนำที่จะให้ข้าพระพุทธเจ้าเรียบเรียงรายงานการเที่ยวนี้ เพราะฉนั้นข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานคัดเอศเซการเที่ยว ซึ่งข้าพระพุทธเจ้าได้แต่งไว้แต่เดิมลงไว้ในหนังสือเล่มนี้ด้วย เหมือนคำนำหน้าหนังสือที่แต่งใหม่รวมกันให้นามหนังสือเล่มนี้ว่า "ชีวิวัฒน์" ขึ้นทูล ฯ ถวาย

อนึ่งหนังสือเล่มนี้ข้าพระพุทธเจ้าเรียบเรียงได้จำเพาะแต่เมื่อมีเวลาว่างบางเวลาในระหว่าง ๒๕ วันเท่านั้น ข้อความใด ๆ จะพลาดพลั้งผิดถูกเท็จจริงเหลือ ๆ เกิน ๆ ไปประการใดบ้างก็ไม่ทราบ โดยตามความรู้เห็นแลเข้าใจตามเวลาที่ข้าพระพุทธเจ้าได้ทราบเกล้า ฯ ในคราวที่ไปเท่านั้น จะผิดชอบประการใดพระราชอาญาไม่พ้นเกล้า ฯ ขอพระบารมีเปนที่พึ่ง

ควรมิควรสุดแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ

ข้าพระพุทธเจ้า ภานุรังษี ขอเดชะ

 

เรือสุริยมณฑล

ณวัน ๒ ฯ๔ ๑๐ ค่ำปีวอกฉศก๑๗ ศักราช ๑๒๔๖




ระยะทางรายวัน
ที่กราบถวายบังคมลามาเที่ยวตากอากาศตามชายทะเล
ฝั่งตวันตกในอ่าวสยาม
                    


.............................

 

วันที่ ๑๒ วัน ๓ ๖ฯ ๑๐ ค่ำ เวลาเช้าแลเห็นเรือ ๓ ลำเปนเรือกำปั่นใบ ๒ ลำ เรือกลไฟนฤเบนทร์ ๑ ลำ ทอดสมอที่ปากอ่าวเมืองตานี เวลาย่ำรุ่งแล้ว ๒๕ นาทีถึง ทอดสมอในอ่าวเมืองตานี เวลาเช้า ๒ โมงครึ่งลงเรือหม่ง ๆ พายของพระยาตานี เข้าปากคลองไป เวลาเช้า ๕ โมงถึงสพานท่าบ้านเจ้าเมือง แล้วขึ้นเดินไปบ้านเจ้าเมืองอยู่ประมาณชั่วโมงหนึ่ง แล้วกลับลงเรือพายขึ้นไปตามลำคลองหน่อยหนึ่ง กลับล่องลงมาตามลำน้ำขึ้นพักที่ตึกกัปตันจีนซึ่งจัดไว้เปนที่พัก เวลาบ่าย ๑ โมงเศษเดินไปเที่ยวตลาดจีน เวลาบ่าย ๒ โมงเศษลงเรือพายขึ้นไปตามลำคลอง จอดพักขึ้นดูทำ โอ่ง อ่าง กะถาง ไห พอฝนจะตกใหญ่กลับมาที่ตึกพัก ในเวลานี้เปนลมว่าวพัดกรอกอ่าวแรงเข้ามา เกรงว่าคลื่นปากอ่าวจะโตออกไม่ได้ ต้องรอลมอยู่จนเวลาบ่าย ๔ โมง ลมค่อยซาจึงลงเรือออกจากที่ตึกพักล่องไป เวลาย่ำค่ำถึงเรือใหญ่ที่ปากอ่าวฝนตกหนัก เวลาย่ำค่ำครึ่งเรือสปอตสแมนมาถึงทอดสมออยู่ เวลา ๒ ทุ่มเรือสุริยมณฑลใช้จักรออกจากเมืองตานี ลมเปนหัวเขาพยุฝนตกท้องฟ้ามืดฟ้าแลบฟ้าร้อง ฝนตกไปจนเวลา ๒ ยาม คลื่นตรงหน้าเรือ

.............................






 





By: ชีวิวัฒน์ พระนิพนธ์โดย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาภานุพันธุวงศ์วรเดช บน เรือสุริยมณฑล ณวัน ๒ ฯ๔ ๑๐ ค่ำ ปีวอกฉศก๑๗ ศักราช ๑๒๔๖

<<Back    Go to ประวัติศาสตร์และบุคคลสำคัญเมืองปัตตานี


views[11348]    

All contents
ประวัติการสร้างเมืองปัตตานี
๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ ญี่ปุ่นบุกปัตตานี
ประวัติศาสตร์การปกครองเมืองปัตตานีภายใต้อาณาจักรสยาม
สภาพเมืองตานี ในพ.ศ. ๒๔๒๗ จากหนังสือ ชีวิวัฒน์ โดย เจ้าฟ้ากรมพระยาภานุพันธุวงศ์วรเดช (สมเด็จวังบูรพาฯ)
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ แสดงกตเวทิตาจัดงานเลี้ยงเพื่อเป็นเกียรติแก่ทายาท 2 ตระกูลบริจาคที่ดิน
ขุนเจริญวรเวช (เจริญ สืบแสง) ผู้แทนฯ ของชาวปัตตานี
พระราชพุทธิรังษี (หลวงพ่อดำ) วัดมุจลินทวาปีวิหาร (วัดตุยง)
พระธรรมโมลี (พระเทพญาณโมลี) วัดตานีนรสโมสร
พนมเทียน (ฉัตรชัย วิเศษสุวรรณภูมิ) ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๐
นายขาเดร์ (นายแวกาเดร์) แวเด็ง ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๖
หลวงพิธานอำนวยกิจ ผู้ก่อตั้งบริษัท พิธานพาณิชย์ จำกัด
พันเอก ขุนอิงคยุทธบริหาร (ค่ายอิงคยุทธบริหาร)
พระพิพิธภักดี (ตนกูมุกดา อับดุลบุตร) ทายาทเจ้าเมืองยะหริ่ง
"พญาตานี" ปืนใหญ่ใส่อดีตอันรุ่งเรืองของ กษัตริยาแห่งปัตตานี
นายอนันต์ วัฒนานิกร ผู้เชี่ยวชาญเรื่องประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมภาคใต้ตอนล่าง
ขุนจารุวิเศษศึกษากร (เจ๊ะมุ) ผู้ให้กำเนิดท่าเต้นรองเง็งแบบของจังหวัดปัตตานี
ขุนจรรยาวิธาน (ยูโซะ มะโรหบุตร) ผู้บุกเบิกการเรียนภาษาไทยให้กับเด็กไทยมุสลิม
อำมาตย์โท พระยาพิบูลพิทยาพรรค บิดาแห่งการศึกษาของมณฑลปัตตานี
พระยาเดชานุชิตสยามมิศร์ภักดี สมุหเทศาภิบาลมณฑลปัตตานีคนแรก
ปัตตานี ในราวปี พ.ศ.๒๔๒๔ จากบันทึกของฝรั่งผู้มาเยือน (ตอนที่ ๑)
 

       Contact Us  
Subject/เรื่อง:  
From/จาก:  
Sender Email/อีเมล์ผู้ส่ง:  
Detail/รายละเอียด:  
       


ส่งเมล์หน้านี้ให้เพื่อน    ตั้งเว็บนี้ เปิดเป็นหน้าแรก
  Home  | ทายาทหลวงสำเร็จกิจกรจางวาง เมืองปัตตานี | เชิญมาคุยกันฉันญาติมิตร | หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด วัดช้างให้ | เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ศาลเจ้าเล่งจูเกียง | ประวัติศาสตร์และบุคคลสำคัญเมืองปัตตานี | อัลบั้มภาพถ่าย



kananurak.com
Copyright (C) 2000-2006 All Rights Reserved