dot
ทายาทหลวงสำเร็จกิจกรจางวาง ๗ สาย
dot
bulletต้นตระกูล ทายาทหลวงสำเร็จกิจกรจางวาง
bulletสายนางเม่งจู โกวิทยา
bulletสายหลวงสุนทรสิทธิโลหะ
bulletสายคุณพระจีนคณานุรักษ์
bulletสายนายจูเส้ง คณานุรักษ์
bulletสายนางกี่จู กาญจนบุษย์
bulletสายนางจูกี่ แซ่เล่า
bulletสายหลวงวิชิตศุลกากร
dot
เพลิดเพลินจำเริญใจ
dot
bulletรวมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
bulletพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ
bulletพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ
bulletสวนสัตว์ของเรา
bulletท่องเที่ยวทั่วไทย
bulletนาฏยศาลา หุ่นละครเล็กโจหลุยส์
bulletมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต
bulletOPERA SIAM
dot
เว็บนี้มีประโยชน์
dot
bullet เครือข่ายกาญจนาภิเษก
bulletฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ
bulletThailand e-Government
bulletภ า ษี ไ ป ไ ห น ?
bulletหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
bulletสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
bulletสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
bulletพุทธธรรม ฉบับปรับขยาย (อ่าน)
bulletพุทธธรรม ฉบับปรับขยาย (ฟัง)
bulletห้องสมุดมารวย
bulletTQA รางวัลคุณภาพแห่งชาติ
bulletศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
dot
เด็กคืออนาคตของชาติ
dot
bulletKhan Academy. You can learn anything. For free. For everyone. Forever.
bulletKhan Academy ไทย
bulletTED-Ed: Lessons Worth Sharing
bulletTED-Ed Thai (YouTube)
bulletพิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานคร
bulletTK Park อุทยานการเรียนรู้
dot
เว็บของทายาทฯ
dot
bulletโรงแรม ซี.เอส. ปัตตานี
bulletโรงแรม ภูริมาศบีชแอนด์สปา
bulletEarth Safe Foundation on Facebook
dot
ส่วนของสมาชิก
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน   bullet สมัครสมาชิก
dot
dot
หากเว็บนี้ยังประโยชน์แก่ท่านบ้างทางหนึ่งทางใด ข้าพเจ้าขออุทิศคุณความดีทั้งปวงนั้นแด่บรรพบุรุษ บิดามารดา ญาติพี่น้อง และ ครูบาอาจารย์ทุกท่าน หากแม้มีความบกพร่องใดๆ โดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ข้าพเจ้าขอน้อมรับผิดทุกประการแต่เพียงผู้เดียว
dot
bulletรักศักดิ์ คณานุรักษ์ (ต้น)
bulletMBA, State University of New York at Buffalo (UB)
bulletPrince of Songkla University
bulletสาธิต ม.อ. ปัตตานี
bullet ส่งข้อความถึงเว็บมาสเตอร์


ปัตตานี ในราวปี พ.ศ.๒๔๒๔ จากบันทึกของฝรั่งผู้มาเยือน (ตอนที่ ๑)

 

 

ปัตตานี ในราวปี พ.ศ.๒๔๒๔ จากบันทึกของฝรั่งผู้มาเยือน (ตอนที่ ๑)


แม่น้ำปัตตานีตั้งต้นมาจากยอดเขาเดียวกับแม่น้ำเปรัค ซึ่งตั้งต้นมาจากทิศเหนือ ประมาณเส้นแวง 5.35 องศาเหนือ 

แม่น้ำเปรัคได้รับน้ำจากซีกด้านตะวันตก ซึ่งเป็นเทือกเขาที่แบ่งเมืองกลันตันกับเมืองปัตตานี จากเปรัคและไทรบุรี แม่น้ำเปรัคไหลลงสู่ทิศใต้ ส่วนแม่น้ำปัตตานีเริ่มต้นจากทางด้านตะวันออก ส่วนเหนือสุดของเทือกเขาดังกล่าวไหลไปทางทิศเหนือ ออกสู่อ่าวสยามที่เส้นแวง 6.55 องศาเหนือ

เมืองปัตตานีเคยเป็นเมืองที่ค่อนข้างสำคัญมาก่อน แต่หลังจากตกอยู่ภายใต้ประเทศสยาม จึงได้ถูกแบ่งออกเป็นหัวเมืองเล็กๆ ซึ่งอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้การที่จะรวมตัวกันต่อต้านต้องอ่อนตัวลงไป และตามบรรดาหัวเมืองเล็กๆ เหล่านี้ อีกทั้งเมืองอื่นๆ ในสยาม-มะลายู ได้ถูกจัดให้อยู่ภายใต้การปกครองของเมืองสงขลา ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุด และสำคัญที่สุดของสยาม-มะลายูประเทศ (Siamese Malayan States)

เมืองต่างๆ ที่แม่น้ำปัตตานีไหลผ่าน (เริ่มจากต้นแม่น้ำ) คือเมืองรามัน เมืองยะลา (Jalor) เมืองนันจิต (Nuchi) และเมืองปัตตานี ซึ่งเป็นเมืองสุดท้ายปากแม่น้ำ เมืองที่ใหญ่ที่สุดคือ เมืองรามัน และเล็กที่สุดคือ เมืองปัตตานี แต่ละเมืองต่างก็มีรายาของตัวเอง ซึ่งต่างก็ขึ้นตรงกับเจ้าคุณสงขลา (Chow Kun of Singola)

อ่าวปัตตานีมีแหลมเล็กๆ แคบๆ ยาวประมาณ 7 หรือ 8 ไมล์ ติดต่อกับพื้นแผ่นดิน ด้านตะวันออก โค้งไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือคล้ายวงเขาสัตว์ หรือโค้งของวงกลม ดังนั้นจึงเป็นที่กำบังของเรือได้อย่างปลอดภัยทุกฤดูกาล ตรงที่ปลายสุดของแหลมด้านทิศตะวันตก เรียกว่า แหลมปัตตานี

ปัตตานีมีแผ่นดินสันดอน (delta) มากมาย ซึ่งยังไม่ได้สำรวจโดยละเอียด แผ่นดินเหล่านั้นมีคลองเล็กๆ มากมายตัดผ่านไปมา ที่ๆ สำคัญก็มี Kuala Barat, Kuala Pliman, Kuala Tujong หรือ Ayer Tawar, Kuala Lisah, Kuala Kayu, และ Kuala Tunyo  นอกจากนั้นก็เป็นที่เล็กๆ ซึ่งข้าพเจ้าไม่สามารถจำชื่อได้

แผ่นดินสันดอน (delta) ที่สำคัญที่สุด คือ Kuala Tujong หรือ Ayer Tawar ซึ่งตัดแยกออกจากแม่น้ำปัตตานีประมาณ 10 ไมล์ไปทางตอนบนของแม่น้ำ ณ ที่นั้นมีชื่อเรียกว่า Kuala Nuchi และมีชื่อเรียกต่างๆ ไปอีก 3 ชื่อ คือ Tujong, Ayer Tawar และ Nuchi ส่วนตอนอื่นๆ นั้นเป็นสายซึ่งแยกย่อยออกไป

และข้าพเจ้าไม่สงสัยเลยว่า ในกาลครั้งหนึ่ง Tujong เป็นตัวแม่น้ำใหญ่ และคงเป็นดังนั้นจริงๆ หากจะตัดสินกันในเวลานี้ด้วยขนาดและปริมาณของน้ำ แม่น้ำสายนี้ร่องน้ำที่ต่อกับทะเลก็ลึกมากกว่าของแม่น้ำปัตตานี และเรือท้องแข็ง (tongjangs) ซึ่งบรรทุกเพียบก็ยังสามารถขึ้นไปถึงส่วนที่ต่อกับแม่น้ำปัตตานีที่ Kuala Nuchi ได้

ในแหลมมะลายูด้านฝั่งตะวันออกนี้ มีหลายแห่งที่ปรากฏว่าแม่น้ำได้เปลี่ยนทิศทางเดินอย่างเห็นได้ชัด และที่แม่น้ำปัตตานีตอนใต้ของ Kuala Nuchi มาเล็กน้อย มีแนวหินพาดขวางพื้นน้ำ ซึ่งคงจะทำให้แม่น้ำซึ่งเดิมไหลผ่านตูยง (Tujong) แต่เนื่องจากมีแนวหินพาดผ่านท้องน้ำนี้เอง จึงทำให้เกิดการสะสมตะกอนไว้ระเบิดออกเป็นคลองใหม่ ซึ่งเป็นแม่น้ำปัตตานีปัจจุบันนี้

ใต้ Kuala Nuchi ลงไปเล็กน้อย มีคลองเล็กๆ ชื่อ Kuala Lembu ซึ่งตัดเป็นมุมเชื่อมคลองตูยงและแม่น้ำปัตตานี  ในเรื่องที่เกี่ยวกับคำว่า Kuala นี้ ในกรณีของตูยง (Tujong) หมายความถึง ช่องซึ่งคลองไหลออกทะเล หรือไหลออกไปสู่แม่น้ำอื่นอีกสายหนึ่ง หรือแยกออกจากแม่น้ำเดิม คำนี้ใช้กันทั่วไปในมะลายู

ตัวเมืองปัตตานีตั้งอยู่ประมาณ 2 ไมล์จากริมทะเล เป็นเมืองที่มีความสำคัญเมืองหนึ่ง มีการค้าขายติดต่อกันในเกณฑ์ดีพอสมควรกับสิงคโปร์ บางกอกกับเมืองข้างเคียง และเมืองต่างๆ ในมะลายู สินค้าออกในเมืองปัตตานีมี ดีบุก ตะกั่ว ยางกัตตา ปลาเค็ม กระเบื้อง และเครื่องดินเผา และบางครั้งส่งไม้ออก

ส่วนประชาชนในเมืองประกอบด้วย ชาวมะลายู จีน และชาวสยาม ซึ่งข้าพเจ้าประมาณว่ามีอยู่ 3 ถึง 4 พันคน จนกระทั่งถึงวันที่ข้าพเจ้าเดินทางออกจากเมืองปัตตานี (กันยายน 1881) ก็ยังไม่มีการสำรวจประชากร และไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดสามารถให้ตัวเลขที่แน่นอนได้ ประชาชนส่วนใหญ่เป็นเชื้อชาติมะลายู 

ในเมืองมีหมู่บ้านจีน มีถนนดีอยู่หนึ่งสาย ตรงขึ้นไปจากแม่น้ำ ยังมีประตูใหญ่แบบมีหลังคาสร้างอย่างแข็งแรงด้วยอิฐและหินโบกปูน ตั้งอยู่ริมแม่น้ำและเปิดหมู่บ้านไปตามถนนสายเดียวนั้น บ้านเรือนใช้เป็นที่อยู่อาศัยและร้านค้า ก่อสร้างอย่างดีด้วยอิฐหรือหินโบกปูน

ที่อยู่ของพวกมะลายูอยู่เหนือขึ้นไปประมาณ 50 ฟุต (a few rods) เรียงรายห่างๆ กัน หันหน้าลงแม่น้ำ มีรั้วกั้นติดต่อกันไปจนเกือบถึงท่าเรือของรายา ซึ่งอยู่เหนือขึ้นไปประมาณ 1 ไมล์

วังของรายาเป็นเรือนชั้นเดียวน่าอยู่ ตั้งห่างจากริมน้ำไปประมาณ 1/8 ไมล์ (a furlong) สร้างด้วยอิฐโบกปูน หลังคามุงกระเบื้อง ประดับประดาแบบของสยาม ซึ่งมองดูคล้ายๆ ลอกแบบมาจากจีน มีลานกว้างขวางมาก และมีระเบียงกว้างทั้งด้านหน้าและด้านข้าง พื้นชั้นในยกสูงกว่าพื้นด้านนอกหนึ่งก้าว พื้นทั้งสองแห่งนี้ประดับด้วยกระเบื้องขัดขนาดใหญ่อย่างสวยงาม และหลังคาบ้านมีเสาขนาดใหญ่รองรับมากมาย ซึ่งทำให้มองดูใหญ่โตมโหฬาร 

ณ พื้นนี้เป็นที่ๆ รายารับแขกตัดสินคดีความ ส่วนที่อยู่อาศัยนั้นกั้นด้วยผนังไม้แกะสลักทาสีและประดับอย่างวิจิตร สูงจากพื้นขึ้นไปจนจรดหลังคาตลอดแนวของอาคารรูปสี่เหลี่ยมด้านขนาน รายาเป็นคนหนุ่ม กิริยาสุภาพมาก และมีความก้าวหน้า ปกครองเมืองด้วยความสามารถ

กัปตันจีน (Captain China) เป็นผู้ควบคุมธุรกิจการค้าและการขนส่งซึ่งรวมธุรกิจหลายอย่าง เป็นผู้บัญชาการขนส่ง (Shipping Master) เป็นผู้จัดเก็บภาษีอากรสินค้าเข้าและออกต่างประเทศ (Collector of Inland Duties) และเป็นตุลาการ (Magistrate) มีอำนาจเต็มที่ในการตัดสินคดีความซึ่งเกิดขึ้นระหว่างชาวจีน

ยังมีข้าราชการที่สำคัญอีกท่านหนึ่ง ชื่อ จูเม่ง (Datoh of the Mines, Chew Beng) เป็นดาโต๊ะเหมืองแร่ เป็นผู้ออกอากรฝิ่น (Opium Farmer) เป็นผู้มีอุปนิสัยเข้มแข็ง และเป็นผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดในเมืองปัตตานี เป็นพี่ชายของกัปตันจีน  ทั้งดาโต๊ะจูเม่ง กัปตันจีน และรายา ต่างก็ขึ้นต่อสงขลา (under the immediate control of Singoya)   

ประชาชนพลเมืองเป็นผู้รักสงบ ขยันขันแข็ง แต่แรงงานส่วนใหญ่ผู้หญิงเป็นผู้ทำ เช่น จะเห็นผู้หญิงทูนของบนศีรษะไปไหนเกือบทั้งวัน

ในเมืองปัตตานีมีพระสงฆ์อยู่มาก เป็นภาพที่น่าดูอย่างยิ่งในตอนเช้าจะเห็นพระสงฆ์ยี่สิบกว่าองค์ในจีวรสีเหลืองเดินเป็นแถวเรียงหนึ่ง นำโดยพระอาวุโสถือไม้เท้ายาวมีหัวหุ้มด้วยเงินหรือทองเดินกันไปตามในเมือง แวะทุกๆ บ้านด้วยอาการอันสงบ เพื่อจะรับบิณฑบาตร พระห่มจีวรคล้ายๆ กัย Kling Chitties ซึ่งใช้ผ้าสีขาว แต่จีวรของสงฆ์นั้นเป็นผืนใหญ่กว่า และภายใต้จีวรนี้มีภาชนะรับของบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา ในระหว่างการบิณฑบาตรนี้มีการพูดกันน้อยที่สุด และปฏิบัติด้วยวิธีการที่เคร่งครัด ชาวบ้านต่างก็รออยู่หน้าบ้านทุกบ้าน เพื่อที่จะใส่บาตรพระด้วยข้าวปลา ขนม และอาหารอื่นๆ การใส่บาตรนี้เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งดูเหมือนทุกๆ คนต่างก็ยินดีที่จะปฏิบัติกันอย่างร่าเริง และแม้แต่ผู้ที่ไม่ใช่ชาวสยามก็เช่นเดียวกัน ความไม่ยุ่งเกี่ยวกับสตรีเป็นกฎที่เคร่งครัดของสงฆ์ และข้าพเจ้าได้รับคำบอกเล่าว่า แม้แต่การแตะต้องตัวสตรีเพศก็เป็นการผิดอย่างแรง

เด็กหนุ่มๆ แม้แต่จากครอบครัวที่ดีๆ เช่น บุตรชายของรายาต่างๆ ในเมืองสยามเข้าไปบวชเป็นพระช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อที่จะได้เรียนรู้ถึงหลักศาสนา และแสวงหาความรู้ที่ดี การศึกษาของคนหนุ่มชาวสยามนั้น ส่วนใหญ่ได้รับมาจากพระสงฆ์

ภาษาสยามเป็นภาษาที่ใช้กันมากในเมืองปัตตานี และคนจีนส่วนใหญ่พูดภาษาสยามได้อย่าง รวมทั้งคนมะลายูส่วนมากด้วย ภาษาสยามเป็นภาษาราชการของเมือง และจำเป็นต้องใช้ในการติดต่อกับสงขลา เนื่องจากหาคนพูดภาษามะลายูในสงขลาได้ยาก

การคมนาคมของปัตตานีส่วนใหญ่ใช้เรือซึ่งทำในกลันตัน เรียกว่า Prahu ดาดฟ้าเรือสูงถึงขอบบนของเรือ ตลอดส่วนหัวท้ายยกพื้นตอนกลางมีหลังคาจากพื้นถึงหลังคาสูงประมาณ 5 ฟุต ยาว 20 ฟุต และแบ่งเป็นสองส่วนๆ หนึ่งสำหรับลูกเรือ ความยาวทั้งหมดประมาณ 60 ฟุต กว้างประมาณ 7 ฟุต ส่วนหัวเรือมียกพื้นสำหรับคนถ่อเรือ ส่วนหางสำหรับถือท้ายและหุงต้ม

สำหรับผู้ที่ไม่เคยเห็น การถ่อเรือในแม่น้ำเป็นเรื่องที่น่าสนใจและแปลกประหลาดมาก ใช้คนถ่อเรือปกติ 4 คน แต่ถ้าต้องการความเร็วขึ้น ก็ใช้คนเพิ่มอีกสองคน การถ่อเรือนี้ ต้องกระทำอย่างแข็งขันและมีระเบียบ ถ่อที่ใช้มีความยาวตั้งแต่ 12 ถึง 14 ฟุต และยาวกว่านั้น หากหากใช้ในบริเวณที่มีน้ำลึก ปลายถ่อหุ้มไว้ด้วยเหล็กแข็งแรง ซึ่งสามารถปักลงไปในหินทรายใต้ท้องน้ำได้ง่าย และกับป้องกันไม่ให่ไม้ถ่อสึกหรอได้อีกด้วย ตอนสุดของด้ามถ่อมีหัวไม้ติดอยู่ และทำให้เว้าพอดีที่จะเข้าไปอยู่ในซอกแขนของคนถ่อ 

เมื่อเริ่มการถ่อ สองคนแรกจะเข้าไปประจำอยู่ที่พื้นหัวเรือ แล้วปักคุนถ่อลงไปในท้องน้ำตอนข้างเรือ แล้วดันด้ามให้เข้าร่องแขน หัวไหล่ทางแขนซ้ายหรือขวาก็แล้วแต่คนอยู่ด้านไหน แล้วต่างคนต่างก็ดันสุดแรง แล้วเดินไปตามราบ ไปทางท้ายเรือ ขณะที่เรือวิ่งไปข้างหน้า เมื่อเดินไปจนสุดถึงเพิงพักแล้วต่างก็ยกถอนถ่อขึ้นจากน้ำ และในขณะเดียวกันนั้นคนถ่ออีกสองคนก็ถ่อเดินตามหลังคนหน้ามาติดๆ กัน ต่างคนต่างก็ชักคันถ่อขึ้นมาทิ้งไว้ ให้ส่วนล่างอยู่สูงกว่าศีรษะของคนที่ตามหลังมา และส่วนบนของคันถ่ออยู่สูงเลยล้ำไปอีกฟากหนึ่งของเรือ โดยต่างก็ไม่ให้คันถ่อกระทบกัน และในท่าถือถ่อแบบนี้สองคนต่างก็เดินกลับไปยังหัวเรือเข้าที่เพื่อจะลงถ่อค้ำไปในท้องน้ำเหมือนครั้งก่อนๆ

และถ้าเป็นหกคนทำงานโดยวิธีการนี้คือ ข้างละสามคน อยู่บนแท่นแคบๆ ทำงานไปโดยติดต่อกันไป ไม่หยุด หรือกระแทกกันเลย นี้เป็นสิ่งที่น่าดูอย่างยิ่ง ทำให้นึกถึงภาพใน Sir Roger de Coverly ส่วนที่ๆ กระแสน้ำไหลเชี่ยว คนถ่อเรือจะต้องออกแรงมาก เห็นกล้ามเนื้อทุกๆ มัดนูนชัดขึ้นมา ดวงตาของคนเหล่านั้นเหมือนจะระเบิดออกนอกเบ้า ลำตัวโค้งงอลงไปเหมือนกับจะเป็นรูปขนานกับผิวน้ำ ทั้งมือทั้งเท้าก็จะพยายามหาที่ยึดเหนี่ยวเกาะทุกซอกทุกมุม เพื่อที่จะได้ช่วยดันและดึงตัวเองไป และมีบ่อยๆ ที่ต่างเปล่งเสียงร้องลั่นสนั่นก้อง เป็นที่น่าตกใจและหวาดเสียว หากว่าจะเพิ่งได้ยินเสียงเหล่านั้นในครั้งแรก

การค้ำถ่อนี้เป็นการออกพละกำลังอย่างแรง ถึงอย่างไรพวกนั้นก็จะทำงานติดต่อกันเป็นชั่วโมง จะหยุดพักเพียงชั่วคราวเพื่อจะดื่มน้ำ sirih ในการที่หน้าอกได้รับความกดดันมากนี้ ทำให้มีอาการเจ็บปวด ถึงอย่างไรพวกที่เคยจับงานนี้แล้ว จะไม่ยอมไปทำงานอื่นเลย

ตลอดเวลาการถ่อเรือนี้ ผู้โดยสารจะถูกจำกัดอยู่แต่ในที่แคบๆ ในส่วนที่เป็นเพิงพัก จะไปทางหัวเรือก็ไม่ได้ เพราะจะไปกีดขวางพวกถ่อเรือ ครั้นจะไปทางท้ายเรือก็จะไปรบกวนคนถือท้าย และรบกวนความเป็นอัจฉริยะของพ่อครัว (dapor) อย่างไรก็ตามเมื่อถึงเวลาอาหาร หรือเมื่อถึงเวลาหยุดพัก หรือตอนเย็นเมื่อหยุดค้างคืน ผู้โดยสารก็จะได้รับความสดชื่นจากหาดทรายสะอาดในขณะที่พระอาทิตย์ตกลับไปหลังแนวป่าใหญ่ คงเหลือแต่แสงสะท้อนของดวงอาทิตย์ซึ่งยังคงจับอยู่บนท้องฟ้าส่องลงมายังผิวพื้นน้ำแล้วสะท้อนกลับไปตามแนวป่าทึบ ทำให้เกิดเป็นภาพอันสวยงามของบรรยากาศซึ่งสลับสีเปลี่ยนแปลงไปจนกระทั่งเป็นสีม่วง แล้วเป็นสีทับทิมมืดมัวปกคลุมเหนือสีแดงกล่ำ 

ในที่สุดภาพต่างๆ ก็สลายตัวไปสิ้น ราชินีแห่งราตรีกาลเข้าปกครองอาณาจักร ตอนนี้กองไฟได้ถูกจุดขึ้นแล้ว damars (torches) ชวาลาลุกโพลง กลุ่มคนผิวคล้ำกำลังล้อมรอบกองไฟ สนทนากันถึงเรื่องมื้อเย็น เสียงระงมแสบแก้วหูของจักจั่นเงียบไป เสียงกบขึ้นมาแทนพร้อมกับเสียงร้องของนกกลางคืน ดนตรีอันเหมาะเจาะของราตรีกาลได้เริ่มขึ้นแล้ว ไม่ช้าไม่นานพระจันทร์เริ่มสาดแสง คนโดยสารหลังจากอาหารแล้วจุดยาเส้นรสหอม นั่งนึกถึงทัศนียภาพด้วยความสุขุม

เรือ prahus เหล่านี้เหมาะกับการใช้ในการคมนาคมในแม่น้ำลำคลองอย่างน่าชมเชย และในบางครั้งบางคราวสามารถบรรทุกน้ำหนักได้ถึง 100 หาบ

จากปัตตานีถึง Kuala Nuchi แม่น้ำไหลผ่านทุ่งนาไปเป็นระยะทางไกลๆ ริมตลิ่งเต็มไปด้วยกอไผ่ มะพร้าว ซึ่งสูงชะลูด และผลไม้หลายชนิด 

และในช่วงสั้นๆ ร่างเพรียวนุ่งห่มด้วยผ้าหลากสี เหม่อมองเมื่อเรือเราผ่านไป ผสมกับเสียงแห่งความสุขของเด็กๆ ได้ทำให้ทัศนียภาพมีชีวิตชีวา

 



 


ที่มา: บทแปลโดย นายมงคล วัฒนายากร จากบทความเรื่อง On The Pattani โดย William Cameron จากหนังสือ Journal of the Singapore Branch Royal Asiatic Sociel, November 1883

 




ประวัติศาสตร์และบุคคลสำคัญเมืองปัตตานี

๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ ญี่ปุ่นบุกปัตตานี
สภาพเมืองตานี ในพ.ศ. ๒๔๒๗ จากหนังสือ ชีวิวัฒน์ โดย เจ้าฟ้ากรมพระยาภานุพันธุวงศ์วรเดช (สมเด็จวังบูรพาฯ)
ประวัติการสร้างเมืองปัตตานี
"พญาตานี" ปืนใหญ่ใส่อดีตอันรุ่งเรืองของ กษัตริยาแห่งปัตตานี
ประวัติศาสตร์การปกครองเมืองปัตตานีภายใต้อาณาจักรสยาม
ขุนเจริญวรเวช (เจริญ สืบแสง) ผู้แทนฯ ของชาวปัตตานี
พระยาเดชานุชิตสยามมิศร์ภักดี สมุหเทศาภิบาลมณฑลปัตตานีคนแรก
อำมาตย์โท พระยาพิบูลพิทยาพรรค บิดาแห่งการศึกษาของมณฑลปัตตานี
ขุนจรรยาวิธาน (ยูโซะ มะโรหบุตร) ผู้บุกเบิกการเรียนภาษาไทยให้กับเด็กไทยมุสลิม
ขุนจารุวิเศษศึกษากร (เจ๊ะมุ) ผู้ให้กำเนิดท่าเต้นรองเง็งแบบของจังหวัดปัตตานี
นายอนันต์ วัฒนานิกร ผู้เชี่ยวชาญเรื่องประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมภาคใต้ตอนล่าง
พระพิพิธภักดี (ตนกูมุกดา อับดุลบุตร) ทายาทเจ้าเมืองยะหริ่ง
พันเอก ขุนอิงคยุทธบริหาร (ค่ายอิงคยุทธบริหาร)
หลวงพิธานอำนวยกิจ ผู้ก่อตั้งบริษัท พิธานพาณิชย์ จำกัด
นายขาเดร์ (นายแวกาเดร์) แวเด็ง ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๖
พนมเทียน (ฉัตรชัย วิเศษสุวรรณภูมิ) ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๐
พระธรรมโมลี (พระเทพญาณโมลี) วัดตานีนรสโมสร
พระราชพุทธิรังษี (หลวงพ่อดำ) วัดมุจลินทวาปีวิหาร (วัดตุยง)
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ แสดงกตเวทิตาจัดงานเลี้ยงเพื่อเป็นเกียรติแก่ทายาท 2 ตระกูลบริจาคที่ดิน