dot
ทายาทหลวงสำเร็จกิจกรจางวาง ๗ สาย
dot
bulletต้นตระกูล ทายาทหลวงสำเร็จกิจกรจางวาง
bulletสายนางเม่งจู โกวิทยา
bulletสายหลวงสุนทรสิทธิโลหะ
bulletสายคุณพระจีนคณานุรักษ์
bulletสายนายจูเส้ง คณานุรักษ์
bulletสายนางกี่จู กาญจนบุษย์
bulletสายนางจูกี่ แซ่เล่า
bulletสายหลวงวิชิตศุลกากร
dot
เพลิดเพลินจำเริญใจ
dot
bulletรวมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
bulletพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ
bulletพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ
bulletสวนสัตว์ของเรา
bulletท่องเที่ยวทั่วไทย
bulletนาฏยศาลา หุ่นละครเล็กโจหลุยส์
bulletมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต
bulletOPERA SIAM
dot
เว็บนี้มีประโยชน์
dot
bullet เครือข่ายกาญจนาภิเษก
bulletฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ
bulletThailand e-Government
bulletภ า ษี ไ ป ไ ห น ?
bulletหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
bulletสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
bulletสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
bulletพุทธธรรม ฉบับปรับขยาย (อ่าน)
bulletพุทธธรรม ฉบับปรับขยาย (ฟัง)
bulletห้องสมุดมารวย
bulletTQA รางวัลคุณภาพแห่งชาติ
bulletศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
dot
เด็กคืออนาคตของชาติ
dot
bulletKhan Academy. You can learn anything. For free. For everyone. Forever.
bulletKhan Academy ไทย
bulletTED-Ed: Lessons Worth Sharing
bulletTED-Ed Thai (YouTube)
bulletพิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานคร
bulletTK Park อุทยานการเรียนรู้
dot
เว็บของทายาทฯ
dot
bulletโรงแรม ซี.เอส. ปัตตานี
bulletโรงแรม ภูริมาศบีชแอนด์สปา
bulletEarth Safe Foundation on Facebook
dot
ส่วนของสมาชิก
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน   bullet สมัครสมาชิก
dot
dot
หากเว็บนี้ยังประโยชน์แก่ท่านบ้างทางหนึ่งทางใด ข้าพเจ้าขออุทิศคุณความดีทั้งปวงนั้นแด่บรรพบุรุษ บิดามารดา ญาติพี่น้อง และ ครูบาอาจารย์ทุกท่าน หากแม้มีความบกพร่องใดๆ โดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ข้าพเจ้าขอน้อมรับผิดทุกประการแต่เพียงผู้เดียว
dot
bulletรักศักดิ์ คณานุรักษ์ (ต้น)
bulletMBA, State University of New York at Buffalo (UB)
bulletPrince of Songkla University
bulletสาธิต ม.อ. ปัตตานี
bullet ส่งข้อความถึงเว็บมาสเตอร์


ประวัติศาสตร์การปกครองเมืองปัตตานีภายใต้อาณาจักรสยาม

 

 

ประวัติศาสตร์การปกครองเมืองปัตตานีภายใต้อาณาจักรสยาม


เมืองปัตตานีหลังสิ้นสุดราชวงศ์ศรีวังสาที่ก่อตั้งและปกครองเมืองปัตตานีมายาวนานกว่า ๒๒๙ ปี (พ.ศ. ๒๐๐๐ - ๒๒๒๙) ก็มีราชวงศ์อื่นๆ ผัดเปลี่ยนกันเข้ามาปกครองแทนหลายราชวงศ์ แต่ไม่มีเจ้าเมืองคนใดที่โดดเด่นเท่า การค้าขายกับต่างประเทศก็เสื่อมลง ชาวยุโรปเดินทางออกจากเมืองปัตตานีหมด คงเหลือแต่พ่อค้าชาวจีน ญี่ปุ่น อินเดีย และอาหรับ เท่านั้น 

และในช่วงดังกล่าว เมืองปัตตานีต้องทำศึกสงครามกับสยามอยู่เนืองๆ จนในที่สุดในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ ในปี พ.ศ. ๒๓๒๙ กองทัพสยามก็ได้เข้าตีและยึดครองเมืองปัตตานีไว้ได้ หลังจากนั้นการแต่งตั้งเจ้าเมืองจึงอยู่ในอำนาจของสยาม โดยมีเมืองสงขลาเป็นผู้กำกับดูแลเมืองปัตตานี

 

 

พระยาตานี (ขวัญซ้าย) 


พระยาตานี (ขวัญซ้าย) เป็นบุตรของนายเค่ง (ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่เดินทางโดยเรือสำเภามาที่เมืองสงขลา ได้แต่งงานกับหญิงสาวเมืองสงขลา มีบุตร ๒ คน คือ นายขวัญซ้าย กับ นายพ่าย) ต่อมานายเค่งได้ช่วยงานราชการ ในสมัยรัชกาลที่ ๑ โดยการเสนอของพระยาสงขลา (บุญฮุ้ย) ซึ่งรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ทรงแต่งตั้งนายเค่งให้เป็น พระมหานุภาพปราบสงคราม ผู้ว่าราชการเมือง"จะนะ" 

และนายเค่งได้ถวายนายขวัญซ้าย บุตรชายคนโตให้เป็นมหาดเล็กของรัชกาลที่ ๑ ที่กรุงเทพฯ ต่อมาพระยาสงขลาได้กราบบังคมทูลขอตัวนายขวัญซ้ายมหาดเล็กมารับราชการในตำแหน่งปลัดเมืองจะนะ คอยช่วยเหลือพระมหานุภาพปราบสงคราม ผู้เป็นบิดาที่ชราภาพแล้ว โดยนายขวัญซ้ายได้ให้นายพ่ายน้องชายช่วยกันฝึกอบรมชาวเมืองจะนะทั้งไทยและจีน ให้มีความรู้ความชำนาญในการใช้อาวุธป้องกันตัว

ใน พ.ศ. ๒๓๕๑ เกิดความไม่สงบที่เมืองปัตตานี โดย "ระตูปะกาลัน" มีปัญหาขัดแย้งกับข้าราชการที่เรียกว่า "ลักษมณาดายัน" (ลักษมณา เป็นตำแหน่งขุนนางไทยสมัยก่อน) ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลบริหารบ้านเมืองปัตตานีสมัยนั้น จนถึงขั้นเกิดการต่อสู้กัน ทางราชการจึงได้ให้นายขวัญซ้ายปลัดเมืองจะนะไประงับการพิพาทดังกล่าวจนเหตุการณ์สงบ 

ด้วยเหตุนี้รัชกาลที่ ๑ จึงมีพระราชดำริให้แบ่งแยกเมืองปัตตานีออกเป็น ๗ หัวเมือง และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายขวัญซ้ายเป็นเจ้าเมืองปัตตานี ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๕๑ เรียก ผู้ว่าราชการเมืองปัตตานี ขึ้นตรงต่อผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา นับเป็นเกียรติประวัติที่นายขวัญซ้ายคนไทยเชื้อสายจีน (พ่อเป็นจีน แม่เป็นไทย) ได้รับตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการเมืองปัตตานี

ผลงานที่พระยาตานี (ขวัญซ้าย) ได้สร้างไว้ที่เมืองปัตตานีมีมากมาย อาทิ การสำรวจภูมิประเทศเพื่อปักปันเขตแดนเมืองทั้ง ๗ คือ เมืองปัตตานี เมืองยะหริ่ง เมืองหนองจิก เมืองรามัน เมืองระแงะ เมืองสาย และเมืองยะลา ซึ่งต้องใช้เวลานานถึง ๖ เดือนกว่าจะสำเร็จตามพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ ๑

นอกจากนี้พระยาตานียังได้ปรับปรุงกิจการท่าเรือให้กลับกลายเป็นศูนย์การค้าแร่ดีบุก เกลือ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ทำให้พ่อค้าเรือสำเภาชาวจีน และอีกหลายชาติเข้ามาค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ามากขึ้น ช่วยทำให้เศรษฐกิจของเมืองปัตตานีฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว

ส่วนผลงานด้านการปกครอง พระยาตานีได้ยึดนโยบายเสริมสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลต่างๆ เพื่อขจัดความหวาดระแวงที่มีต่อกัน ทำให้เกิดความรู้สึกที่เป็นมิตร เกิดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวในการร่วมแรงร่วมใจเพื่อพัฒนาบ้านเมือง จนเมืองปัตตานีเจริญก้าวหน้าและเกิดสันติสุข พระยาตานี (ขวัญซ้าย) ได้ปกครองเมืองปัตตานีนานประมาณ ๗ ปีเศษ และได้ถึงแก่อนิจกรรมในปี พ.ศ. ๒๓๕๘

 

 

พระยาตานี (นายพ่าย) 


พระยาตานี (นายพ่าย) เป็นน้องพระยาตานี (ขวัญซ้าย) ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการเมืองปัตตานีต่อจากพี่ชาย ซึ่งในสมัยนี้ "โต๊ะสาเหย็ด หรือ ไซยิด" ได้หนีไปเมื่อครั้งปะทะกับพระยาตานี (ขวัญซ้าย) ได้มาก่อความวุ่นวายที่เมืองปัตตานีร่วมกับพรรคพวกอีก โดยพระยาอภัยสงครามกับพระยาเมืองสงขลา (เถี้ยนจง) ได้ยกทัพมาช่วยพระยาตานี (นายพ่าย) ปราบพวกก่อการวุ่นวาย

ในที่สุดได้มีการปรึกษาหารือกันว่าควรจะเลือกสรรบุคคลในท้องถิ่นมาปกครองหัวเมืองทั้ง ๗ เพื่อจิตวิทยาการปกครอง จึงได้กราบบังคมทูลรัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ให้ทรงแต่งตั้งผู้ปกครองหัวเมืองทั้ง ๗ ดังนี้

๑.  ต่วนสุหลง เป็นผู้ว่าราชการเมืองปัตตานี อยู่ที่กรือเซะ
๒.  นายพ่าย เป็นผู้ว่าราชการเมืองยะหริ่ง
๓.  ต่วนหนิ (สนิ) เป็นผู้ว่าราชการเมืองหนองจิก
๔.  ต่วนมาโซร์ เป็นผู้ว่าราชการเมืองรามัน อยู่ที่โกตาบารู
๕.  ต่วนหนิเด๊ะ เป็นผู้ว่าราชการเมืองระแงะ
๖.  ต่วนหนิดะ เป็นผู้ว่าราชการเมืองสาย (สายบุรี) อยู่ที่ยี่งอ
๗.  ต่วนยาลอ (ยาลา) เป็นผู้ว่าราชการเมืองยะลา

 

โดยให้มีบรรดาศักดิ์ ดังนี้

๑.  ผู้ว่าราชการเมืองปัตตานี มีบรรดาศักดิ์เป็น พระยาวิชิตภักดีศรีสุรวังษารัตนาเขตประเทศราช
๒.  ผู้ว่าราชการเมืองยะหริ่ง มีบรรดาศักดิ์เป็น พระยาพิพิธเสนามาตยาธิบดีศรีสุรสงคราม
๓.  ผู้ว่าราชการเมืองรามัน มีบรรดาศักดิ์เป็น พระยารัตนภักดีศรีราชบดินทร์สุนทรทิวังษา
๔.  ผู้ว่าราชการเมืองสาย มีบรรดาศักดิ์เป็น พระยาสุริยสุนทรบวรภักดีศรีมหารายาปัตตมอับดุลวิบูลย์ขอบเขตประเทศมลายูวิเศษวังษา
๕.  ผู้ว่าราชการเมืองระแงะ มีบรรดาศักดิ์เป็น พระยาตะปะงันภักดีศรีสุวรรณประเทศวิเศษวังษา (ต่อมาเปลี่ยนเป็นพระยาภูผาภักดีสุวรรณประเทศวิเศษวังษา)
๖.  ผู้ว่าราชการเมืองยะลา มีบรรดาศักดิ์เป็น พระยาณรงค์ฤทธิ์ศรีประเทศวิเศษวังษา
๗.  ผู้ว่าราชการเมืองหนองจิก มีบรรดาศักดิ์เป็น พระยาเพชราภิบาลนฤเบศร์วาปี มุจลินท์นฤบดินทรสวามิภักดิ์

 

ให้นายพ่าย (พระยาพิพิธเสนามาตย์ฯ) เป็นผู้ดูแลหัวเมืองทั้ง ๗ โดยให้ขึ้นตรงต่อเมืองสงขลา แต่ปรากฏว่าก็ยังคงมีเหตุการณ์ไม่สงบอยู่เนืองๆ จึงได้ทรงเปลี่ยนนโยบายแต่งตั้งทายาทของผู้ว่าราชการเมืองทั้ง ๗ ปกครองเมืองแทนผู้ว่าราชการเมืองที่เสียชีวิต ให้เป็นตำแหน่งสืบสกุล สืบต่อมาอีกหลายรุ่น จนมาถึงรุ่นผู้ว่าราชการเมืองปัตตานี ๕ คนสุดท้าย ดังต่อไปนี้

 

 

พระยาวิชิตภักดีศรีสุรวังษารัตนาเขตประเทศราช 
(สุลต่านมูฮัมหมัด หรือตนกูมูฮัมหมัด) 


สุลต่านมูฮัมหมัด มีนามเดิมว่า ตนกูบือซาร์ หรือ ตนกูปะสา เป็นบุตรของเจ้าเมืองกลันตัน (ราชามูดา) ได้เป็นผู้ว่าราชการเมืองปัตตานี ใน พ.ศ. ๒๓๘๘ พระยาวิชิตภักดีฯ (ตนกูมูฮัมหมัด) ได้สร้างวังที่ชายทะเล ชาวบ้านเรียกว่า ตนกูบือซาร์ซูเบอร์รัด (หมู่บ้านตันหยงลูโละ ในปัจจุบัน) ต่อมาเห็นว่าไม่เหมาะสมในด้านภูมิศาสตร์ จึงได้ย้ายมาสร้างวังใหม่ที่จะบังติกอ ซึ่งเป็นที่พำนักของผู้ว่าราชการเมืองปัตตานีอยู่นานตราบจนผู้ว่าราชการเมืองปัตตานีคนสุดท้าย คือ พระยาวิชิตภักดีฯ (ตนกูอับดุลกอร์เดร์ กามารุดดีน)

พระยาวิชิตภักดีฯ (ตนกูมูฮัมหมัด) มีบุตรและธิดา ๖ คน ดังนี้

๑.  ตนกูปูเตะ (ต่อมาได้เป็นผู้ว่าราชการเมืองปัตตานี)
๒.  ตนกูบูลัด (ตนกูฮาญีตูวอร์)
๓.  ตนกูฮูเซ็น (ตนกูนิมันดาร์ฮัน)
๔.  ตนกูบอสู หรือตนกูสุไลมานซาฟุดดีน (ต่อมาได้เป็นผู้ว่าราชการเมืองปัตตานี)
๕.  ตนกูตัมบัล (ต่อมาสมรสกับรายารามัน ผู้ว่าราชการเมืองรามัน)
๖.  ตนกูลาโบะฮ์ (ได้อภิเษกสมรสกับตนกูจิ โอรสตนกูบังโฆร์)

 

คนทั่วไปจะนิยมเรียกว่า พระยาตานี มากกว่าจะเรียกว่า พระยาวิชิตภักดีฯ โดยพระยาวิชิตภักดีฯ (สุลต่านมูฮัมหมัด) นับเป็นผู้ว่าราชการเมืองปัตตานีราชวงศ์กลันตันที่ปกครองเมืองปัตตานีให้ร่มเย็นเป็นสุข จนถึงแก่อนิจกรรม เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๙ ศพถูกฝังไว้ที่สุสานตันหยงดาโอ๊ะ คนทั่วไปจึงมักเรียกว่า "อัลมาร์โฮมตันหยง"

 

 

พระยาวิชิตภักดีศรีสุรวังษารัตนาเขตประเทศราช 
(ตนกูปูเตะ)


ตนกูปูเตะ เป็นบุตรคนโตของพระยาวิชิตภักดีฯ (สุลต่านมูฮัมหมัด) ได้เป็นผู้ว่าราชการเมืองปัตตานีต่อจากบิดาในปี พ.ศ. ๒๓๙๙ ในยุคนี้มีนักธุรกิจต่างชาติเข้ามาค้าขายในเมืองปัตตานี โดยเฉพาะชาวจีนได้เดินทางเข้ามาค้าขายและมาอยู่ที่เมืองปัตตานีมากกว่าชนชาติอื่นๆ ชุมชนชาวจีนที่มาอาศัยอยู่ เรียกว่า หมู่บ้านชาวจีน หรือ ตลาดจีน ชนชาติอื่นๆ ก็ได้ทยอยเข้ามาอยู่ด้วย ในสมัยนี้เมืองปัตตานีจึงมีผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่น นับเป็นความสามารถของพระยาวิชิตภักดีฯ (ตนกูปูเตะ) ที่ปกครองเมืองปัตตานีให้เจริญก้าวหน้า อยู่เย็นเป็นสุขนานถึง ๒๖ ปี

พระยาวิชิตภักดีฯ (ตนกูปูเตะ) มีชายา ๒ คน คือ ตนกูรายา ซึ่งเป็นธิดาของสุลต่านกลันตัน และ ตนกูโวะ ธิดาของตนกูตือเงาะ ซึ่งมีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาพิทักษ์ฯ ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่ผู้ว่าราชการเมืองปัตตานี มีบุตรธิดาทั้งหมดรวม ๗ คน ดังนี้

๑.  ตนกูบือซาร์ หรือตนกูตีมุง (ต่อมาได้เป็นผู้ว่าราชการเมืองปัตตานี)
๒.  ตนกูอามงร์ (ได้เป็นชายาของรายาบันดะรอ รัฐกลันตัน)
๓.  ตนกูอัมบิ (ได้เป็นชายาของตนกูมูฮัมหมัด รัฐกลันตัน)
๔.  ตนกูตือเงาะ (ได้เป็นชายาของผู้ว่าราชการเมืองยะลา)
๕.  ตนกูปิ (ได้เป็นชายาของตนกูมูฮัมหมัด โอรสรายาเบอร์รัส)
๖.  ตนกูปัตตานี (ได้เป็นชายาของตนกูบือร์ซาร์ รัฐกลันตัน)
๗.  ตนกูมูฮัมหมัด (เป็นอุปราช ในสมัยที่ตนกูสุไลมานซาฟุดดีน เป็นผู้ว่าราชการเมืองปัตตานี)

 

พระยาวิชิตภักดีฯ (ตนกูปูเตะ) ได้เดินทางไปรักษาตัวและถึงแก่อนิจกรรมที่เมืองกลันตัน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๔ จึงได้อีกนามหนึ่งว่า อัลมาร์โฮมกลันตัน หมายถึง "ผู้เสียชีวิตที่กลันตัน"

 

 

พระยาวิชิตภักดีศรีสุรวังษารัตนาเขตประเทศราช 
(ตนกูบือซาร์)


มีนามเดิมว่าตนกูบือซาร์ หรือตนกูตีมุง เป็นบุตรของพระยาวิชิตภักดีฯ (ตนกูปูเตะ) เหตุการณ์บ้านเมืองก็ยังคงสงบสุขเช่นเดียวกับสมัยของพระบิดา มีบุตรธิดาหลายคนและมีภรรยาหลายคน ได้ถึงแก่อนิจกรรม ใน พ.ศ. ๒๔๓๓ ศพถูกฝังไว้ที่สุสานโต๊ะอาเยาะ ในเขตเมืองเก่าจะบังติกอ

 

 

พระยาวิชิตภักดีศรีสุรวังษารัตนาเขตประเทศราช 
(ตนกูสุไลมานซาฟุดดีน หรือตนกูบอสู)


เป็นบุตรของพระยาวิชิตภักดีฯ (สุลต่านมูฮัมหมัด) เป็นน้องของพระยาวิชิตภักดีฯ (ตนกูปูเตะ) 

ในสมัยพระยาวิชิตภักดีฯ (ตนกูสุไลมานซาฟุดดีน) ได้พัฒนาเมืองปัตตานีมากมายหลายด้านที่เป็นประโยชน์ต่อชาวเมืองปัตตานี ได้แก่ การขุดคลองปรับคลองปัตตานีที่คดเคี้ยวเป็นแนวตรงจากหมู่บ้านปรีกี มายังหมู่บ้านอาเนาะบูลูด (ชาวบ้านเรียกว่าอาเนาะบูโละ อยู่อำเภอยะรัง) ยาว ๗ กิโลเมตร เรียกว่าคลองสุไหงบารู หรือคลองใหม่ อยู่ในอำเภอยะรัง 

และได้สร้างมัสยิดทำด้วยปูนที่จะบังติกอ ซึ่งยังคงปรากฏมาจนถึงปัจจุบันนี้ นอกจากนั้นยังได้สร้างวังใหม่ทางด้านตะวันออกของวังเก่าที่จะบังติกอ และได้อยู่ที่วังแห่งใหม่นี้จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

พระยาวิชิตภักดีฯ (ตนกูสุไลมานซาฟุดดีน) มีบุตรธิดา ๔ คน ดังนี้

๑.  ตนกูสุหลง
๒.  ตนกูบือซาร์ต่วนกัมบัล
๓.  ตนกูอับดุลกอร์เดร์ กามารุดดีน (ต่อมาเป็นผู้ว่าราชการเมืองปัตตานีคนสุดท้ายของราชวงศ์กลันตัน)
๔.  ตนกูมูฮัมหมัดซอและ

 

พระยาวิชิตภักดีฯ (ตนกูสุไลมานซาฟุดดีน) ได้ถึงแก่อนิจกรรม ใน พ.ศ. ๒๔๔๒ ศพถูกฝังที่สุสานโต๊ะอาเยาะ ในเขตเมืองเก่าจะบังติกอ

  

 

พระยาวิชิตภักดีศรีสุรวังษารัตนาเขตประเทศราช 
(ตนกูอับดุลกอเดร์ กามารุดดีน) 


เป็นบุตรพระยาวิชิตภักดีฯ (ตนกูสุไลมานซาฟุดดีน) ปกครองเมืองปัตตานีที่จะบังติกอ ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๔๒ - ๒๔๔๕  

หลังจากนั้นในปี พ.ศ. ๒๔๔๕ รัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเปลี่ยนแปลงการปกครองจาก ๗ หัวเมือง ให้มารวมเป็นเมืองเดียว ยกเลิกอำนาจเจ้าเมืองทั้ง ๗ ตั้งเป็นมณฑลปัตตานี

ตนกูอับดุลกอร์เดร์ กามารุดดีน ผู้ว่าราชการเมืองปัตตานีคนสุดท้าย ได้อพยพครอบครัวไปอยู่ที่รัฐกลันตันจนวาระสุดท้าย โดยได้ถึงแก่อนิจกรรมที่กลันตันเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๖ 

 

 


 

ในปี พ.ศ. ๒๔๔๙ รัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ ให้พระยาศักดิ์เสนี (หนา บุนนาค) เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลมณฑลปัตตานี ปกครองเมืองปัตตานี เมืองยะลา เมืองระแงะ และเมืองสาย ขึ้นตรงต่อผู้สำเร็จราชการภาคใต้

 

ในปี พ.ศ. ๒๔๕๘ รัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงแต่งตั้งสมเด็จเจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศร์ เป็นผู้สำเร็จราชการภาคใต้ และได้ทรงยุบเมืองระแงะ เป็นจังหวัดนราธิวาส

ในปี พ.ศ. ๒๔๕๙ ได้ทรงยุบเมืองปัตตานี เป็นจังหวัดปัตตานี ยุบเมืองสาย เป็นจังหวัดสายบุรี และเปลี่ยนเมืองยะลา ให้เป็นจังหวัดยะลา โดยเอาเมืองรามันมารวมด้วย

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้ยุบจังหวัดสายบุรีให้เป็นอำเภอสายบุรี ขึ้นตรงต่อจังหวัดปัตตานี และได้ยกเลิกมณฑลปัตตานีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. ๒๔๗๖ แล้วตั้งเป็นจังหวัดปัตตานีเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทยสืบต่อมาถึงปัจจุบัน


(เมืองปัตตานี เมืองหนองจิก เมืองยะหริ่ง เมืองสาย รวมเป็นจังหวัดปัตตานี, เมืองยะลารวมกับเมืองรามัน เป็นจังหวัดยะลา, เมืองระแงะ เป็นจังหวัดนราธิวาส) 

 

  

 

 


ที่มา: หนังสือเรื่อง บุคคลสำคัญของปัตตานี โดย รศ.มัลลิกา คณานุรักษ์ (๒๕๔๕)

 

 




ประวัติศาสตร์และบุคคลสำคัญเมืองปัตตานี

๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ ญี่ปุ่นบุกปัตตานี
สภาพเมืองตานี ในพ.ศ. ๒๔๒๗ จากหนังสือ ชีวิวัฒน์ โดย เจ้าฟ้ากรมพระยาภานุพันธุวงศ์วรเดช (สมเด็จวังบูรพาฯ)
ประวัติการสร้างเมืองปัตตานี
"พญาตานี" ปืนใหญ่ใส่อดีตอันรุ่งเรืองของ กษัตริยาแห่งปัตตานี
ปัตตานี ในราวปี พ.ศ.๒๔๒๔ จากบันทึกของฝรั่งผู้มาเยือน (ตอนที่ ๑)
ขุนเจริญวรเวช (เจริญ สืบแสง) ผู้แทนฯ ของชาวปัตตานี
พระยาเดชานุชิตสยามมิศร์ภักดี สมุหเทศาภิบาลมณฑลปัตตานีคนแรก
อำมาตย์โท พระยาพิบูลพิทยาพรรค บิดาแห่งการศึกษาของมณฑลปัตตานี
ขุนจรรยาวิธาน (ยูโซะ มะโรหบุตร) ผู้บุกเบิกการเรียนภาษาไทยให้กับเด็กไทยมุสลิม
ขุนจารุวิเศษศึกษากร (เจ๊ะมุ) ผู้ให้กำเนิดท่าเต้นรองเง็งแบบของจังหวัดปัตตานี
นายอนันต์ วัฒนานิกร ผู้เชี่ยวชาญเรื่องประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมภาคใต้ตอนล่าง
พระพิพิธภักดี (ตนกูมุกดา อับดุลบุตร) ทายาทเจ้าเมืองยะหริ่ง
พันเอก ขุนอิงคยุทธบริหาร (ค่ายอิงคยุทธบริหาร)
หลวงพิธานอำนวยกิจ ผู้ก่อตั้งบริษัท พิธานพาณิชย์ จำกัด
นายขาเดร์ (นายแวกาเดร์) แวเด็ง ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๖
พนมเทียน (ฉัตรชัย วิเศษสุวรรณภูมิ) ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๐
พระธรรมโมลี (พระเทพญาณโมลี) วัดตานีนรสโมสร
พระราชพุทธิรังษี (หลวงพ่อดำ) วัดมุจลินทวาปีวิหาร (วัดตุยง)
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ แสดงกตเวทิตาจัดงานเลี้ยงเพื่อเป็นเกียรติแก่ทายาท 2 ตระกูลบริจาคที่ดิน